วันอังคารที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2560

"พระกริ่งสัมมาอะระหัง" วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม จ.ราชบุรี

"พระกริ่งสัมมาอะระหัง" วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม จ.ราชบุรี
เป็นพระกริ่งที่ทางวัดหลวงพ่อสดฯ ได้จัดสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกวัตถุประสงค์เพื่อเป็นของขวัญ สำหรับผู้ที่บริจาคปัจจัยสร้างวิหารภาวนากลางน้ำ ดังนั้น การสร้างพระกริ่งครั้งนี้จึงดำเนินการสร้างอย่างพิถีพิถันอย่างมาก และพิธีอธิฐานจิตประจุพลังจึงทำอย่างเต็มที่มีครูบาอาจารย์สายวัดปากน้ำที่ได้ธรรมกายชั้นสูงมาร่วมพิธีมากมาย และ หลวงป๋า (เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสด) ก็เป็นพระอาจารย์รูปหนึ่งที่ได้วิชาธรรมกายขั้นสูงด้วย และ ยังมีวิชาสายหลวงพ่อเดิมที่เรียกว่าวิชาเชิญพญาเหล็กมาจากสะดือทะเล หรือที่เรียกอีกอย่างว่า "ธาตุกายสิทธิ์" โดยมีเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) วัดสระเกศ กรุงเทพมหานคร เป็นประธานเททองหล่อพระกริ่ง
พระกริ่งสัมมาอะระหังหลังจากที่มีผู้ทำบุญไปแล้วมีประสบการณ์ต่างๆนานา บอกกันปากต่อปาก ทำให้พระกริ่งที่เปิดให้ทำบุญมาสองปีก็ยังเหลืออีกมาก พอปีที่สามจึงได้หมดไปเพราะประสบการณ์ที่เล่าขานกันปากต่อปาก พระกริ่งนี้บรรจุเม็ดกริ่งด้วยพญาเหล็กที่ใต้ฐานด้วยครับ ได้รับทราบข้อมูลจากศิษย์วัดหลวงพ่อสด (ผู้ทรงภูมิธรรมสูงท่านหนึ่ง) ว่า...พระกริ่งสัมมาอะระหังรุ่นนี้ เนื้อพระทั้งหมดผสมเหล็กไหล กล่าวคือ ในขณะที่ทำการหล่อพระกริ่ง ครูบาอาจารย์ได้ทำพิธี อัญเชิญเหล็กไหลให้ซึมซาบผสมลงไปในเนื้อพระกริ่ง นอกจากนี้ เม็ดกริ่งที่บรรจุอยู่ในองค์พระเป็น "เม็ดกริ่ง...ที่สำเร็จจากเหล็กไหลล้วนๆ" นับว่าเป็นวัตถุมงคลที่น่าบูชายิ่งนัก...สาธุ

วันอังคารที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560

อานิสงส์ถวายสัพพทาน

อานิสงส์ถวายสัพพทาน
...... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทานของสัปบุรุษเหล่านี้ ๘ อย่าง คือ
      ๑. ให้ของที่สะอาด ๒. ให้ของประณีต ๓. ให้ถูกกาล ๔. ให้ของที่สมควร
      ๕. เลือกให้ ๖. ให้เสมอ ๆ๗. กำลังให้ยังจิตให้เลื่อมใส ๘. ครั้นให้แล้วปลื้มใจ
      สัปปุริสทาน ๘ อย่างนี้ประเสริฐยิ่งนักหนา
     ในกาลครั้งนั้น องค์สมเด็จพระพุทธเจ้าก็สถิตสำราญอยู่ในป่าเชตวันอันเป็นอารามของนายอนาถปิณฑิกมหาเศรษฐีอยู่ในที่ใกล้ ๆ นครสาวัตถี

      ในกาลครั้งนั้นมีพระยาองค์หนึ่ง ชื่อ มหานามะ ก็เอา ประธูปประทีปคันธรสของหอมแล้วพาหมู่บริวารทั้งหลายเข้าไปสู่ที่เฝ้าพระสัพพัญญูเจ้า แล้วก็นั่งในที่ควรแห่งหนึ่ง จึงทูลถามพระสัพพัญญูเจ้าว่า
       “ภนฺเต ภควา” ข้าแต่องค์สมเด็จพระพุทธเจ้าบุคคลผู้ใดเลื่อมใสศรัทธา มาก่อสร้างสัพพาทานหลาย ๆ ชนิด ก็จักมีอานิสงส์ดังรือพระเจ้าข้า “ภควา” อันว่าองค์

        ... สมเด็จพระศาสดาจารย์เจ้าจึงเทศนาว่า ดูกรมหาบพิตร นรชนหญิงชายทั้งหลายมีใจเลื่อมใสศรัทธา
มาก่อสร้างสัพพาทานหลาย ๆ ชนิดเป็นต้นว่า

        สร้างพระพุทธรูปก็จักได้อานิสงส์ ๙ กัลป
        สร้างพระไตรปิฏกธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ก็ได้อานิสงส์ ๑๐ กัลป
        ผู้ใดได้บวชตนเป็นสามเณร ก็จักได้อานิสงส์ ๑๒ กัลป
        ผู้ไดได้บวชตนเป็นพระภิกษุ ก็จักได้ อานิสงส์ ๒๔ กัลป

        ผู้ใดได้สร้างพระธาตุเจดีย์ก็จักได้อานิสงส์ ๘๐ กัลป
        ผู้ใดได้ปลูกไม้ศรีมหาโพธิ์ ก็จักได้อานิสงส์ ๙ กัลป
        ผู้ใดให้โภชะนังยังข้าวน้ำ โภชนะอาหารให้เป็นทานแก่ภิกษุสามเณร ก็จักได้บริวารแสนหนึ่ง
        ผู้ใดได้สร้างเจดีย์ทรายก็จักได้อานิสงส์ ๖๐ กัลป

        ผู้ใดสร้างกุฏีให้เป็นทานก็จักได้อานิสงส์ ๔๐ กัลป
        ผู้ใดสร้างอุโบสถให้เป็น ทานก็จักได้อานิสงส์ ๔๐ กัลป
        ผู้ใดสร้างกฐินให้เป็นทานก็จักได้อานิสงส์ ๘๐ กัลป
        ผู้ใดสร้างอารามให้เป็นทานก็จักได้อานิสงส์ ๔๐กัลป
        ผู้ใดสร้างพัทธสีมาให้เป็นทานก็จักได้อานิสงส์ ๑๐๐ กัลป

        ผู้ใดได้บวชบุรุษผู้อื่นให้เป็นพระภิกษุก็จักได้อานิสงส์ ๘ กัลป
        บวชบุตรตนเองให้เป็นภิกษุ ก็จะได้อานิสงส์ ๑๖ กัลป
        ภรรยาบวชสามีของตนให้เป็นสามเณร ก็จักได้อานิสงส์ ๑๖ กัลป
        ภรรยาบวชสามีของตนให้เป็นพระภิกษุ ก็จักได้อานิสงส์ ๓๒ กัลป
        สามีบวชภรรยาให้เป็นภิกษุณี ก็จักได้อานิสงส์ ๖๔ กัลป ฯลฯ


ที่มา http://84000.org/anisong/38.html

อานิสงส์บวช


http://www.84000.org/anisong/index.shtml

08 อานิสงส์บวช

...บวชนี้ย่อมมีผลานิสงส์อย่างมากมาย องค์สมเด็จพระบรมศาสดา ตรัสเทศนาอานิสงส์แห่งการบรรพชาอุปสมบทไว้โดยอเนกประการว่า ทาสสฺส อานนฺท ดูกรอานนท์ บุคคลใดมีศรัทธาบรรพชาทาสกรรมกรให้เป็นสามเณร หรือสามเณร มีอานิสงส์ ๔ กัล์ป บวชเป็นภิกษุหรือภิกษุณี มีอานิสงส์ ๘ กัล์ป และถ้าอุปสมบทจะได้รับอานิสงส์ ๑๖ กัล์ป หากอุปสมบทได้อานิสงส์ ๓๒ กัล์ป ถ้าอุปสมบทตนเองในพระพุทธศาสนา ด้วยศรัทธาเลื่อมใสจะได้อานิสงส์ถึง ๖๔ กัล์ป บุคคลใดได้บรรพชาบุตรตนก็ดี บุตรของผู้อื่นก็ดี ก็จะไม่ไปสู่อบายภูมิแล้วพระองค์ตรัสอีกว่าดูกรอานนท์ดังจะเห็นได้จากหญิงผู้หนึ่ง เขามีบุตรอยู่คนเดียว บุตรชายเขาขอไปบวชมารดาก็ไม่ให้บวชบุตรชายจึงหนีไปบวช อยู่มาวันหนึ่งมารดาของสามเณรนั้นออกจากบ้านไปแต่เช้า เพื่อจักแสวงหาฟืน มารดาสามเณรครั้นหาฟืนได้พอสมควรแล้วก็กลับบ้าน พอมาถึงระหว่างทางได้พักอยู่โคนต้นไม้ใหญ่ แล้วลงนอนพักผ่อนก็หลับไป ได้นิมิตรฝันไปว่ามีพระยายมราชมาถามว่า ดูกรผู้หญิง เธอได้กระทำบุญหรือว่าไม่ได้กระทำเลย มารดาของสามเณรนั้นตอบว่าข้าแต่เจ้า ดิฉันไม่ได้กระทำบุญอย่างไรเลย พระยายมราชทราบแล้ว ก็จับเอาผู้หญิงนั้นไปใส่นรกทันที ได้และเห็นไฟนรกลุกโพรงก็ถามพระยายมราชว่า อันไฟแดงนั้นเป็นอย่างไร พระยายมราชว่า อันไฟแดงนั้นเป็นไฟนรก ผู้หญิงจึงบอกว่าเหมือนกับผ้าจีวรของลูกชายของข้าพเจ้าอันได้บวชเป็นสามเณรนั้นแล พระยายมราชจึงกล่าวว่าดูกรผู้หญิง ลูกชายของเธอยังได้บวชหรือนางก็ตอบว่าลูกชายยังได้บวชเป็นสามเณรอยู่พระยายมราชได้ยินคำของนางดังนั้นแล้ว จึงนำนางมาคืนไว้เดิมเสีย เหตุอันนี้ก็เพราะบุญของลูกชายตนได้บวชเป็นสามเณร ในพุทธศาสนาไปกั้นไว้ในนรกได้ ครั้นนางตื่นขึ้นมาก็ตกใจกลัวรีบกลับบ้าน ตั้งแต่นั้นนางก็เลื่อมใสในพุทธศาสนา เฝ้าปฏิบัติสามเณรลูกชายของตน มิได้ขาดจนนางได้ตายไปตามอายุขัยก็ไปบังเกิดในสวรรค์ดั้งนี้ เป็นต้น

---------------------------------------------------------------------------
จากหนังสือ มหาอานิสงส์ ๑๐๘ กัณฑ์   (บางส่วน)

การบวชลูกหลานทาสาทาสีสามีภรรยาของตน  ให้เป็นภิกษุ  ภิกษุณี  สามเณร  สามเณรี  ในพระพุทธศาสนานั้น  จัดได้ว่าเป็นญาติในพระศาสนาข้อนี้ปรากฏตามข้อความสนทนาระหว่างพระเจ้าศรีธรรมาโศการาช  เรื่องมีว่า  พระองค์ทรงเป็นผู้ศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก  ได้บริจาคทรัพย์สร้างวิหารเจดีย์ถึง  ๘๔,๐๐๐  แล้ว  ได้ไปตรัสถามพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระว่า  " โยมสละทรัพย์ในการก่อสร้างเจดีย์วิหาร  ๙๖ โกฏิแล้วจัดได้ว่าเป็นญาติในพระพุทธศาสนาแล้วหรือยัง ?  พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระถวายพระพรว่า  " ยังไม่เป็นญาติในพระศาสนา  เป็นแต่เพียงคนเลื่อมใสได้บำรุงพระศาสนาเท่านั้น "  พระเถระกล่าวต่อไปว่า  " ผู้ใดเป็นคนจนหรือคนร่ำรวยก็ตามที  ถ้าได้มีศรัทธาบวชลูกหลาน  ทาสาทาสี  สามีภรรยา  ไว้ในพระพุทธศาสนา  ผู้นี้แหละเรียกว่าเป็นญาติในพระพุทธศาสนา  จึงในเวลาต่อมา  พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชได้บวชเจ้ามหินทกุมาร  และนางสังฆมิตตา  ผู้เป็นโอรสราชธิดาไว้ในพระพุทธศาสนา  พระเถระเจ้าจึงซ้องสาธุการแด่พระมหากษัตริย์ว่า  " บัดนี้พระองค์ได้เป็นญาติในพระพุทธศาสนาแล้ว "

วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560

การสร้างพระของขวัญเพื่อแจกญาติโยม พระเทพญาณมงคล




#อมตวัชรวจีหลวงป๋า
#การสร้างพระของขวัญเพื่อแจกญาติโยม
#มาจากเจตนาความคิดอ่านที่บริสุทธิ์ของพระที่มีใจเป็นพระ
#มาจากเลือดเนื้อเชื้อไขของหลวงตาทั้งหมด
ก่อนจะถึงพิธีทอดผ้าป่า ก็อยากจะขอเจริญพรญาติโยมให้ทราบอยู่เรื่องหนึ่ง ก็คือ เรื่องโยมอยากได้บุญ วัดเราทำพระ เป็นพระที่สำเร็จด้วยเหล็กไหลบ้าง แล้วก็สำเร็จด้วยโลหะผสมเหล็กไหลบ้าง นี่วัดเราทำ ก็ด้วยเจตนาว่า เพื่อจะให้เป็นที่ระลึก เป็นที่ตั้งแห่งสติ เพื่อบำเพ็ญบุญกุศล แล้วก็บูชาพระรัตนตรัย แล้วทำพระขึ้นมาก็เพื่อให้เป็นพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ แก่ญาติโยมที่มีไว้ในครอบครอง ก็ตั้งใจทำ หมดวัดนี่แหละเราตั้งใจกันทำ
ทีนี้ ก็ทำมาพอประมาณ แต่ว่า ก็มีโยม ที่พอมาเรียนรู้วิธีทำพระ ทำเหล็กไหลบ้างอะไรบ้าง ก็มีเจตนาดีด้วยใจบุญกุศล อยากจะทำแล้วก็มาถวายหลวงป๋า เพื่อที่จะให้ตั้งจิตอธิษฐาน แล้วก็แจกญาติโยมเหมือนกับที่วัดทำ เหมือนกับที่วัดทำ ก็เป็นเจตนาที่ดีนะ อยากได้บุญ แต่ว่า จะบอกทุกท่านให้ทราบ การเจตนาทำสิ่งอันเป็นมงคล ด้วยวัตถุธาตุที่พิเศษ อย่างเช่นเหล็กไหล โดยเฉพาะเรื่องเหล็กไหลก่อน การทำนี้ด้วยเจตนาความคิดอ่านของพระที่มีใจเป็นพระ เมื่อทำไปแล้วเนี่ย เมื่อหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ไป ใส่ในน้ำมันที่เดือด เป็นน้ำมันขี้ผึ้ง แล้วก็หล่อเป็นองค์พระ หมายความว่ามีขี้ผึ้งปั้นเป็นรูปองค์พระ ก็ละลาย แล้วเมื่อตั้งจิตอธิษฐานให้เชิญเหล็กไหลลง เหล็กไหลนั้นก็เป็นไปจากธาตุของครูบาอาจารย์ที่ตั้งเจตนาไป มันไปจากธาตุน้ำดินไฟลม ผสมเข้ากับ เขาเรียกโสตธาตุ ก็น้ำดินไฟลมนั่นแหละ แต่ที่เป็นกรณีพิเศษ ที่พระหรือบูรพาจารย์ท่านตั้งจิตอธิษฐานด้วยมนต์ ทั้งพุทธมนต์ พรหมมนต์ เทพมนต์ และเวทมนต์ ซึ่งก็หลั่งไปจากเจตนาความคิดอ่านของพระที่ทำ ที่ทำมาทั้งหมดนี่ มาจากเลือดเนื้อเชื้อไขของหลวงป๋า
ถามว่าคนอื่นทำได้ไหม ได้ เพราะครูป๋าก็เป็นโยม ลูกศิษย์ลูกหาที่รู้วิธีก็เป็นโยมก็มีเป็นพระก็มี แต่จะบอกเคล็ดลับให้ ว่าใครทำอะไร เจตนาความคิดอ่านทำไปนั้น โสตธาตุของผู้ทำเนี่ย มันไปจากธาตุของผู้ทำ คือพระ ที่ตั้งใจศึกษาสัมมาปฏิบัติ เนี่ยให้รู้เคล็ดลับไว้ เพราะฉะนั้น เจตนาทั้งหมดที่เป็นบุญกุศลเป็นไปจากพระรวมกับโสตธาตุของธรรมชาติ จากโลกุตตระลงมาถึงพรหม-เทพและมนุษย์โลก รวมเทวโลก ไปจนถึงอำนาจต่างๆที่เป็นบูรพาจารย์มาแต่เก่าก่อน ที่เราชุมนุม คือพระที่ทำเนี่ย ชุมนุมอยู่ในใจ ซึ่งไม่มีใครทราบ แล้วเมื่อหลั่งออกไปนั่นน่ะ รวมเข้าไปเป็นโสตธาตุรวมกับธาตุน้ำดินไฟลมของหลวงป๋า และของพระที่ร่วมพิธี หรือแม้แต่โยมที่ร่วมพิธี ก็หลั่งเข้าไปในนั้น เพราะฉะนั้นเจตนาที่บริสุทธิ์ที่ดีเนี่ย มันก็คิดว่าสูงสุด ก็ทำเพื่อแจกโยมนะ ไม่ได้เจตนาอื่น โยมทำบุญมาก็แจก นี้เป็นหลักของวัดเรา ไม่ได้ขายพระ ไม่มีการขาย มีแต่แจก ตามสมควร แก่ผู้ทำบุญ
ที่นี้ ก็มีโยมลูกศิษย์อยากจะได้บุญมั่ง ก็รู้วิธีทำ ฝึกมาจากครูบาอาจารย์ หรือจาก แม้แต่จากหลวงป๋าไปก็แล้วแต่ ก็เอาไปทำมั่ง นี่โยมนะ เอาไปทำมั่ง อยากจะทำ อยากจะได้บุญ แล้วก็มาขออนุญาตหลวงป๋าบ้าง ไม่ขอบ้าง ทีนี้ ท่านคิดดูว่าโยมเนี่ยเขามีใจบุญน่ะ แล้วมาขออนุญาติน่ะ หลวงป๋าจะว่ายังไง เอาใจหลวงป๋าไปใส่ใจโยม จะขัดข้องหรือจะอนุญาติ ถ้าจะกล่าวความจริง ก็เป็นสิทธิโดยชอบธรรมของแต่ละคนที่จะทำได้ แต่ควรหรือไม่ควรเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ทำไม เพราะโสตธาตุของโยม เจตนาแม้เจตนาของโยมดี ก็ไม่ว่ากัน แต่ว่าเจตนาของโยมก็เป็นอีกต่างหาก เจตนาของพระก็อีกต่างหาก โยมที่มีจิตละเอียดอ่อน ทำจิตให้ละเอียดอ่อนแล้วคิดดู
แม้โยมจะมีเจตนาดี อุตส่าห์ทำมาให้ด้วยความเสียสละ แล้วก็มาขอให้หลวงป๋าอธิษฐาน แล้วก็ยกให้ หรือจะแจก หรือจะอะไรก็แล้วแต่ แม้นั้นก็ตาม มันไม่ใช่เจตนาของหลวงป๋านะ เพราะฉะนั้น โสตธาตุที่หลวงป๋าอันเชิญมาจากโลกุตตระ ลงมาถึงพรหม-เทพ มาถึงมนุษย์โลก แล้วก็เอาโสตธาตุของหลวงป๋าเนี่ยที่เป็นพระเนี่ยรวมเข้าไปด้วย กับของโยมทำเนี่ยมันต่างกันตรงไหน พูดเท่านี้โยมคงเข้าใจ
เพราะฉะนั้นหลวงป๋าจึงไม่แฮปปี้ ที่ใครจะมาขอทำพระ แล้วก็มาขอให้หลวงป๋าอธิษฐานเพื่อให้หลวงป๋าแจกโยม หรือจะเอาไปใช้เอง ถ้าเอาไปใช้เองไม่ว่ากัน แต่ให้หลวงป๋าแจกโยมเนี่ย กับที่หลวงป๋าทำเองเนี่ย อันไหนหลวงป๋าควรจะสบายใจมากกว่ากัน ท่านเอาใจของหลวงป๋าไปใส่ใจท่าน ความตั้งใจของหลวงป๋ามันก็อีกต่างหาก ต้องรวบรวมคุณธรรมของบูรพาจารย์ มีเท่าไหร่ก็ต้องรวบรวมมา แล้วก็มาอธิษฐานนะ ไม่ใช่สักแต่ทำเฉยๆ ไม่ใช่ แม้แต่หลวงป๋าเดิน-นั่ง-นอน นั่งรถนั่งเรือไปไหนก็อธิษฐานไปได้ตลอด โยมเข้าใจนะ
แต่ไม่ใช่ว่าโยมทำไม่ได้ โยมทำได้ เหล็กไหลก็เชิญได้อะไรได้ เพราะคนเขาเชิญเหล็กไหลก็เป็นโยม เป็นพระน่ะมาเรียนจากโยมซะด้วยซ้ำไป ไม่ได้ว่ากัน และแม้แต่จะมาทำพระทำอะไรก็เหมือนกันน่ะ พระก็คนน่ะ พระทำได้โยมก็ทำได้ แต่ว่ามันไม่ใช่เจตนาของหลวงป๋านี่ หลวงป๋ารู้กาละเวลาที่ควรจะทำเพื่อแจกโยม ไม่ใช่มาทำพร่ำเพรื่อ นี่ก็เป็นประเด็นสำคัญ
งั้นโยมให้เข้าใจนะ และให้เห็นใจและเข้าใจหลวงป๋าด้วย ไม่ใช่ว่าใครอยากจะได้บุญก็ทำมาๆ เอามาๆ เอ้า มาให้ๆ เอ้ะ มันไม่ใช่ไปจากหลวงป๋าน่ะ หลวงป๋าแจกไปเนี่ย เอ้ะ มันของลูกศิษย์ทำน่ะ แล้วจะให้หลวงป๋าคิดยังไง แล้วถ้าโยมรู้อย่างนี้โยมจะคิดยังไง ถ้าเอาหลวงป๋าเอานี้แจก ก็หลวงป๋าก็แจก
เพราะฉะนั้น ใครอยากได้บุญเนี่ยขอให้คิดให้ดี เห็นใจหลวงป๋าบ้าง มาขอโน่นขอนี่ ขอทำอย่างโน้น ขอทำอย่างนี้ ก็หลวงป๋าก็ทำเองอยู่แล้วน่ะ อยากได้บุญก็มาสมทบทุน เอาปัจจัยมาสมทบทุน ไม่ว่า แต่มันออกไปจากหัวใจป๋ามันจะดีกว่าไหม หลวงป๋าก็อึดอัดใจ ต้องเออๆข่ะๆไปเพราะเขาขออนุญาต แล้วหลวงป๋าบอกว่าอย่าทำเลยต้องฉันทำคนเดียว มันก็ฟังไม่ได้เหมือนกัน แต่โยมก็ต้องเข้าใจด้วย เจตนา พูดอย่างง่ายๆว่าอย่างโยมที่จะรับเนี่ย ถ้าเขารู้ว่าไอ้นี่หลวงป๋าทำ ไอ้นี่โยมทำแล้วมาขอให้หลวงป๋าอธิษฐานจิตให้ เมื่อจะแจกเนี่ย ถามว่าโยมอยากจะเอาอันไหน มันตื้นๆอย่างนี้ทำไมคิดไม่ออก
แต่โยมอยากได้บุญง่ายนิดเดียว อย่าไปคิดทำเอง หลวงป๋ามีผู้ที่จะช่วยคิดคือคณะสงฆ์ ก็จะช่วยเป็นแผนกๆทีเดียว มีผู้ชำนาญการในการทำพระ ผู้ที่ช่วยทำพระ ธรรมกาย เจริญวิชชาด้วย ทุกอณูที่เขาบดเขาตำเขาประกอบ ธรรมกายนะ วัดเราเนี่ย แต่หลวงป๋าไม่โม้ไม่คุย มันแต่งตัวบางทีก็มีหนวดมีเคราไปตามประสาศิลปิน แต่มันธรรมกายหมดครอบครัวเลย พ่อมันก็เป็น ลูกก็เป็น เพราะฉะนั้น หลวงป๋าเลือกคนที่จะมาช่วยทำ
แม้แต่เหล็กไหลโยมก็ทำได้ เพราะครูก็เป็นโยม แต่พระทำกับโยมทำ ถ้าโยมรู้เนี่ย ถามจริงๆเถ้อะโยมจะเอาของใคร
มันต้องเข้าใจนะ เรื่องของพระ หน้าที่ความรับผิดชอบของพระ ก็ขอให้พระทำ โยมอยากได้บุญง่ายนิดเดียว เอาเงินไปบริจาค ไปหนึ่งล้าน สองล้าน ไปบริจาคเลย หรือแสนสองแสน อยากจะร่วมบุญกับหลวงป๋า ไม่เป็นไร อย่างนี้ไปบริจาคไว้ได้ ถึงเวลาหลวงป๋าก็ทำเอง ทุนนั้นมาท่านก็ได้บุญ แต่เดี๋ยวนี้มันโยมมันอยากจะทำแล้วเอามาให้ป๋าอธิษฐาน แล้วก็จะเอาให้ป๋าแจก หรือจะเอาไปแจกเองก็ไม่รู้นะ เพราะฉะนั้น อันนี้น่ะ โยมคิดให้ดีนะ ผู้ที่ทำได้น่ะ ก็ขอให้คิดให้ดี ว่าเห็นหัวอกหลวงป๋าว่า เอ๊ะ หลวงป๋าจะทำยังไง
พอห้าม เอ๊ะ เราไปมีสิทธิ์อะไรไปห้ามเขาน่ะ เมื่อใครมาขออนุญาตก็เออๆทั้งนั้นแหละ ไปห้ามเขายังไงล่ะ มีสิทธิ์อะไรไปห้ามเขา แต่ความรู้สึกสบายใจไหม ไม่สบายใจ เพราะทำแล้วในนามของวัด ในนามของหลวงป๋า เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจนะ ลึกๆละเอียดๆ ใจให้ละเอียดอ่อนหน่อยก็จะเข้าว่า ทำไมหลวงป๋าจึง เมื่อขออนุญาติก็ต้องให้น่ะ เพราะว่าไปมีสิทธิ์อะไรไปห้ามเขาน่ะ ใช่ไหม ต้องเห็นใจหลวงป๋าบ้าง แต่ด้วยความสบายใจ ไม่สบายใจ แต่ว่าทำให้ ก็เอาไว้แจกโยมน่ะ หรือจะแจกพระก็แล้วแต่
แต่โยมทำพระแจกพระ โยมคิดดูนะ ว่ามันฟังแล้วมันทะแม่งๆ คนทำพระก็ต้องเป็นพระ ให้โยมคิดเอาไว้ โยมทำได้ไหม ได้ โยมทำก็แจกเอง ไม่มีใครห้ามมันไม่ผิดกฎหมายน่ะ แต่ถามว่าควรไม่ควร ตรงนี้ต่างหากล่ะ เพราะอะไร ต้องคิด แต่โยมว่าเออ!อยากได้บุญ โอ! มันก็ใช่ ไม่ว่ากัน อยากได้บุญไม่ยากนี่ไปบริจาคเอาไว้ บอกนี่จะร่วมสมทบทุน เมื่อไหร่หลวงป๋าทำพระก็อ่ะนี่สมทบทุนนะหลวงป๋า หรือมาที่หลวงป๋าก็ได้ ถึงเวลาหลวงป๋าทำก็เอาเงินของท่านทำ ท่านก็ได้บุญเต็มเหมือนกันถ้าทำอย่างนี้ แล้วดีซะอีก เพราะว่า พระที่ทำโดยพระ แล้วก็แจกโดยพระ ใช่ไหม โยมที่รับไปก็เออ!รับไปจากพระ อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็พระทำไม่ใช่โยมทำ นี่ ความรู้สึกมันแตกต่าง
เพราะฉะนั้น เรื่องของพระนี่มันเรื่องของพระ โยมอย่าแย่งหน้าที่พระ เข้าใจไหม อันนี้ที่หลวงป๋าพูดนี่ เพราะมันอึดอัดมานาน อึดอัดมานาน เห็นใจที่โยมอยากได้บุญก็เห็นใจนะ ไม่ใช่ไม่เห็นใจ แต่ว่ามันต้องรู้กาละเทศะ รู้จักบุคคล รู้จักสถานที่ สัตบุรุษต้องรู้จักเขารู้จักเรา รู้จักพระ รู้จักโยม นั่นสัตบุรุษ รู้จักบุคคล รู้จักสถานที่ รู้จักชุมชน รู้จักเหตุ รู้จักผล สัตบุรุษ ธรรมะสำหรับสัตบุรุษ นี่..ต้องรู้อย่างนั้น ไม่ใช่ว่าอยากจะได้บุญก็เอ้า!! ก็ไม่ว่า มันห้ามไม่ได้ แล้วก็ หลวงป๋าก็ต้องอนุโมทนาด้วยนะ แต่ก็ฝืนใจ พยายามทำใจน่ะ แต่ยังไม่เด็ดขาด ใจมันยังไม่เด็ดขาดเพราะว่า อยากจะทำด้วยน้ำมือของตัวเอง แล้วก็แจกโยม ทำแล้วหยุด ไม่ใช่ทำพร่ำเพรื่อ นี่หยุดแล้ว ไม่ทำอีกแล้วจนกว่าจะมีความจำเป็นจะทำอีกค่อยทำ บอกโยมนะ ว่าหลวงป๋าน่ะหยุดทำก่อน ไม่ถึงหยุดเด็ดขาด เด็ดขาดหรือป่าวไม่รู้ แต่ตอนนี้ไม่อยากทำ พอแล้ว ก็ให้โยมอย่าไปหมกมุ่นในเรื่องนี้ให้มากนัก เอาแต่พอสมควรก็พอแล้ว ของที่มีอยู่นี่เพียงพอ โยมห้อยไปเถอะ ถ้าเอามากกว่านั้น ก็เดี๋ยวก็โยมก็ห้อยอย่างนี้ เดี๋ยวตกน้ำแล้วมันขึ้นมาไม่ไหว นะ แค่นี้ก็พอแล้ว ทำให้เนี่ยพอแล้วนะ
ให้เป็นที่เข้าใจนะ ใครที่อยากได้บุญน่ะ ถ้าอยากได้บุญบอก ไม่ยาก ไปทำบุญกับโน่นประชาสัมพันธ์น่ะ หรือจะมาพระสังฆาธิการก็ได้ มาที่หลวงป๋าก็ได้ บอกขอทำบุญร่วมกับหลวงป๋าเรื่องนี้เถอะ จะเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน ก็ไม่ว่า ถึงเวลาน่ะ หลวงป๋าจะขออนุญาติหลวงพ่อทำเอง ครูบาอาจารย์มี จะขออนุญาตทำเอง เข้าใจหรือยังลูกหลานทั้งหลาย อย่าโกรธหลวงตานะ
แต่ว่า นี่ก็อธิษฐานให้ ก็ตั้งใจอธิษฐานเต็มที่แหละ แต่ว่ามันติดใจอยู่นิดนึงว่า ถ้าเผื่อมีคนทำอย่างเนี้ย โยมนึกนะ ไม่ใช่โยมทำได้คนเดียวนะ คนอื่นก็ทำได้ คนนั้นก็ทำมาคนนี้ก็ทำมาให้หลวงตาอธิษฐาน แจก หรือจะให้ทำบุญ หรือว่า หรือว่า เหลือแล้วก็ให้คนทำบุญว่าต้นทุนทำของเรา ก็ได้ ส่วนตัว แล้วใครจะรู้จะเห็นล่ะ ก็เลยกลายเป็นว่าแสวงหาลาภสักการะ คนเรายังไงมันตัดกิเลสไม่ได้หมดน่ะ ไอ้ความโลภมันอาจจะ มันอาจจะเกิดได้ แต่หลวงป๋าไม่มีเจตนาที่จะทำเพื่อตัวเอง ทำเพื่อพระศาสนา ก็ตั้งใจจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้มันบริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้กระทั่งเป็นพระผงเนี่ย ผู้ที่ตำพระผงน่ะคือธรรมกายนะ อย่างนี้เป็นต้น นี่เราทำอย่างนี้ แต่ไม่ได้บอกใครเดี๋ยวจะว่าเป็นคุยโม้ ดี มีพุทธานุภาพอะไรๆเย้อะ แต่ก็ไม่ได้เอามาประกาศอะไรมากมาย
ก็ให้รู้ว่า"ธฺมโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ" ถือฉบับนี้ไว้
"ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ" "ธรรมแลคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม" เป็นพระพุทธพจน์ เท่านี้แหละ เอาไว้ในใจ จบ อย่างนี้นะ
แล้วโยมที่เอามานี่ก็อย่าเสียใจ ก็บอกว่า ทำแล้วก็ให้มันเป็นบุญเป็นกุศลไป แต่ว่ามันไม่สบายใจอยู่ที่ตัวหลวงป๋านี่ เพราะมันไม่ใช่ไปจากโสตธาตุของหลวงป๋า เข้าใจไหม นี่เรื่องทั้งหมด เรื่องละเอียดอ่อน บอกใครไม่เข้าใจ ถ้าฟังง่ายๆโอ๊ยใครก็ทำได้ ไม่เห็นมีปัญหา มนต์คาถาก็อันเดียวกันทำได้ ก็ใช่ไม่ผิดหรอก ว่าอย่างนั้นใช่เลย แต่เจตนาความคิดอ่านความรู้สึกนึกคิดทั้งหลาย ตั้งเจตนาไปมันก็มันคนละคน นี่พระทำ นี่โยมทำ โยมเข้าใจหรือยังล่ะทีนี้
พูดให้ชัดเจนเสียที ไม่ได้พูดก็โยมก็ไม่เข้าใจ หลวงป๋าก็อึดอัด ไอ้จะบอกปฏิเสธก็ไม่ได้ มันมีสิทธิ์อะไรไปปฏิเสธเขา ทีนี้ ใครๆก็ถือว่าอ้าวหลวงป๋าอนุญาติแล้วไง ก็จะให้ฉันขัดข้องยังไงล่ะ เอาใจหลวงป๋าไปใส่ใจเธอสิ แล้วเธอจะรู้ ว่าไม่สบายใจ เพราะถึงเวลาหลวงป๋าจะทำ ทำเอง อยากจะสมทบทุนมาเลย ฝากไว้ก่อนก็ได้ เข้าใจนะ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ แต่ก็ขออนุโมทนากับโยมที่ตั้งเจตนาดี แต่มันดีอยู่ในระดับหนึ่ง หลวงป๋าเองเนี่ยก็จะทำให้โยมเหมือนกัน โยมลองนึกดูว่า หลวงป๋าทำเอง กับโยมทำให้หลวงป๋าอธิษฐาน แล้วแจก โยมจะเอาอันไหนน่ะ ง่ายๆตื้นๆ เอาใจเขามาใส่ใจเรา โยมจะรู้ได้เลย อยากได้บุญน่ะหลวงป๋าเข้าใจนะ ทุกคนอยากได้บุญ ก็ทำในช่องที่มันได้
#บุญอะไรจะเกินบุญสร้างพระมหาเจดีย์ไม่มี
เพราะพระมหาเจดีย์นี่เป็นที่ตั้งของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หมดครบไตร รัตนตรัยเลย พระพุทธเจ้าตั้งอยู่ที่นั่น พระบรมสารีริกธาตุก็จะตั้งอยู่ที่นั่น....
_______________
เทศนาธรรมจาก
พระเทพญาณมงคล
หลวงตาเสริมชัย ชยมงฺคโล
#วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
อ.ดำเนินสะดวก
จ.ราชบุรี
_______________
เทศนาธรรมเมื่อ
๐๘/๑๒/๖๐
_______________
เพจอมตวัชรวจีหลวงป๋า
ขอบพระคุณภาพประกอบธรรมะ.

กสิณนี้ทำได้ยากเหลือเกินที่จะทำให้ดวงกสิณปรากฏขึ้นมาเป็นดวงแก้ว_ขึ้นมาให้อยู่ในตัวเรา


#กสิณนี้ทำได้ยากเหลือเกินที่จะทำให้ดวงกสิณปรากฏขึ้นมาเป็นดวงแก้ว_ขึ้นมาให้อยู่ในตัวเรา
พระราชอุดมมงคล (เอหม่อง อุตฺตมรมฺโภ) หรือหลวงพ่ออุตตมะกล่าวถึงเรื่องกสิณ
.
☆เราต้องเพ่งกสิณจนกว่ากสิณจะปรากฏขึ้นมา แล้วเราก็รวมกสิณจับจิตทั้งหมดให้มาอยู่ในดวงกสิณ , เราไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น เพราะจิตเราอยู่ในดวงกสิณ เป็นสมาธิเป็นกุศลจิตอย่างเดียว ด้วยอานุภาพของกสิณ
☆กสิณเราก็จะแข็งขึ้น แข็งขึ้น เราก็พยายามไปทุกวันทุกเวลาให้กสิณเราแข็งขึ้น ไม่ให้แตกออกไป , เราจับไว้ด้วยสมาธิ แล้วเราก็รวมอารมณ์ทั้งหลาย จิตทั้งหลายทั้งที่เป็นอิฏฐารมณ์ (อารมณ์ที่น่าปรารถนา) และอนิฏฐารมณ์ (อารมณ์อันไม่น่าปรารถนา) ให้มาอยู่ในกสิณ , เราก็จะแยกจิตเหล่านี้ที่ไม่ดีต่างๆ เราจะดับจิตที่ไม่ดีต่างๆ ลงไปด้วยอานุภาพของกสิณ
☆กสิณนี้ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุ หรือเป็นฤาษีเขาก็ปฏิบัติกัน
กสิณนี้เป็นสมถะ เพราะฉะนั้นที่สำคัญที่สุดเราต้องจับกสิณ ๑๐ ประการให้ได้ , เมื่อกสิณปรากฏแล้ว เราก็ดึงกัมมัฏฐานอย่างอื่นเข้ามา เช่น กายคตาสติ , อานาปานสติ เราก็รวมให้มาอยู่ในกสิณ
☆แต่กสิณนี้ทำได้ยากเหลือเกินที่จะทำให้ดวงกสิณปรากฏขึ้นมาเป็นดวงแก้ว ขึ้นมาให้อยู่ในตัวเรา เราต้องอุตสาหะพยายามกันมากเหลือเกิน ต้องทำกันเป็นปีๆ ไม่ใช่แค่เดือนสองเดือน
.
.
จากหนังสือ ๘๔ปี หลวงพ่ออุตตมะ
หน้า ๕๔๙ ตอน แนวปฏิบัติตามธุดงควัตร

วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ลพ.บุญเดช ญาณเตโช วัดถ้ำแสงธรรม


ลพ.บุญเดช ญาณเตโช วัดถ้ำแสงธรรม ต.บึงโขงหลง อ.บึงโขงหลง ภูลังกา จ.บึงกาฬ โดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ์ (อู๋) 17 ธ.ค. 2559
หลวงพ่อองค์นี้คือพระที่ลต.มหาบัวบอกว่าท่านจะเป็นที่พึ่งของพระศาสนาต่อไป ท่านเกิดเมื่อ 24 กพ. 2506 อายุ 53 ปี (ปี 2559) เป็นลูกศิษย์ของลพ.สมชาย ฐิตวิริโย วัดเขาสุกิม และลพ.พุธ ฐานิโย
ลพ.บุญเดชเคยไปเมืองพญานาคด้วยกายเนื้อมาแล้ว โดยอยู่ที่นั่นถึง 28 วัน และยังได้เก็บจีวรผืนที่ใช้ลงไปเมืองพญานาคไว้เป็นที่ระลึกจนถึงทุกวันนี้ น้ำที่ซักผ้าจีวรนี้ปรากฏว่ามีเกล็ดประกายสีทองปนอยู่ในน้ำเต็มไปหมด และท่านยังได้นำลูกแก้วของเมืองบาดาลมาด้วย
ท่านฝึกสมาธิอย่างจริงจังโดยเฉพาะในแนวมหาสติปัฏฐาน 4 คือมีสติทุกเวลาทุกลมหายใจเข้าออก ทั้งเวลาตื่นและเวลาหลับจนกระทั่งสามารถกำหนดเวลาตื่นได้ ท่านชอบฝึกการอดอาหารและอดนอนต่อเนื่องกันครั้งละหลายๆ วันจนกระทั่งได้บรรลุธรรมขั้นต่างๆ บางครั้งเมื่อท่านเดินจงกลม ก็มีผู้เห็นว่าท่านเดินจงกลมอยู่บนอากาศหรือยืนอยู่เหนือยอดไม้ (ยืนยันได้โดยคุณศักดิ์ พันธุ์ศิลา 380 หมู่ 11 บ้านโนนสว่างเหนือ ต.บึงโขงหลง อ.บึงโขงหลง จ.หนองคาย 43220 เคยไปแอบดูตอนท่านเดินจงกลม)
เมื่อหลายปีก่อนท่านมีความสงสัยว่าลป.เทพโลกอุดรมีจริงหรือไม่ ท่านจึงแก้สงสัยโดยอธิษฐานจิตว่า "หากลป.เทพโลกอุดรมีจริง ขอให้ท่านได้พบเห็นในวันนี้ จะเป็นกายเนื้อหรือกายทิพย์ก็ดี หากแม้นไม่พบเห็นในวันนี้คืนนี้ต่อไปจะไม่เชื่อว่าลป.เทพโลกอุดรมีจริง" เมื่อท่านอธิษฐานเสร็จก็ก้มลงกราบพระ ขณะที่ท่านหันหลังกลับมาเพื่อเตรียมตัวนั่งสมาธิ ทันใดนั้นสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาทำให้ท่านต้องตะลึง เพราะท่านเห็นพระภิกษุวัยกลางคนรูปร่างค่อนข้างสูง ผิวผ่องเป็นสีชมพู ผมขาว ใบหูใหญ่ หน้าตาคม จมูกโต ครองจีวรสีแก่นขนุน กำลังเดินตรงเข้ามาหาท่าน พร้อมกับเสือโคร่งขนาดใหญ่และสิงโต
พระภิกษุรูปนั้นเอ่ยขึ้นว่า "เธอต้องการพบเราไม่ใช่หรือ" หลังจากนั้นท่านจึงได้บอกกับลพ.บุญเดชว่า "เราคือหลวงปู่เทพโลกอุดร" และท่านได้เมตตาเล่าเรื่องที่น่ารู้ต่างๆ พร้อมทั้งสอนธรรมะและการปฏิบัติแก่ลพ.บุญเดชอยู่ราว 2 ชั่วโมง แล้วท่านก็เดินกลับหายตัวลับไปต่อหน้าต่อตา ท่านจึงหมดความสงสัยและยืนยันว่าลป.เทพโลกอุดรมีอยู่จริง ท่านยังได้ปั้นรูปเสือและสิงโตไว้เป็นอนุสรณ์ที่ปากทางขึ้นบนลานพระใหญ่ของวัดถ้ำแสงธรรมอีกด้วย
เมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา ผม (อู๋) กับเพื่อนๆ ได้เดินทางไปหาท่านที่ภูลังกา โดยผมตั้งใจจะนำเหล็กไหล "หลวงปู่สิงห์" ซึ่งเป็นเหล็กไหลน้ำหนึ่งสีปีกแมลงทับถวายแก่ท่าน (เหล็กไหลก้อนนี้เป็นเหล็กไหลจากภูเขาควายที่ยังไม่ตายยังนิ่มอยู่เหมือนตังเม) แต่ผมก็รู้ตัวอยู่ว่าตอนนี้ร่างกายของผมไม่สามารถที่จะปีนขึ้นเขาภูลังกาได้เพราะทางขึ้นเขาชันและสูงมาก ขึ้นไปแล้วก็ยังไม่ถึงวัดต้องเดินผ่านป่าเขาลำธารไปอีกไกล ผมเคยขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งตอนที่ร่างกายยังแข็งแรง ตอนนั้นกว่าจะไปถึงวัดก็แทบหมดแรงนอนหมดสภาพเลยทีเดียว ครั้งนี้ผมตั้งใจจะถวายท่านโดยกำหนดจิตบอกไปในตอนนั่งสมาธิ แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าเมื่อไปถึงทางขึ้นแล้วจะทำอย่างไรต่อไป เพื่อนๆ ผมเขาก็ถามว่าเมื่อไปถึงแล้วจะเอาอย่างไร ผมก็บอกว่า "ไม่รู้" ถามผม 2-3 ครั้ง ผมก็ตอบเหมือนเดิมคือ "ไม่รู้"
แต่เชื่อไหมครับ พอพวกผมไปถึงตีนเขาทางขึ้นภูลังกา ก็เห็นหลวงพ่อบุญเดชท่านกำลังนั่งพักเหนื่อยอยู่พอดี ท่านเพิ่งลงมาจากภูลังกาเพื่อจะไปธุระในเมือง ลงมาถึงก็เจอกับพวกผมเลยอะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น หากพวกผมถึงช้าไปหรือเร็วไปแค่ 15 นาทีก็ไม่มีทางได้พบท่านแล้ว เพราะในปีหนึ่งหลวงพ่อท่านจะลงมาจากภูลังกาแค่ 1-2 ครั้งเท่านั้น ผมจึงได้นำเหล็กไหลน้ำหนึ่งชนิดที่ไม่มีใครจะได้มาครอบครองถวายท่านไปเพื่อเอาบุญติดตัว ท่านรับไปแล้วก็ยิ้มด้วยความยินดีโดยหันหน้าไปทางภูเขาควาย (ท่านคงใช้ญาณตรวจดูแล้ว)

วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ลงมาเพื่อสร้างเจดีย์


Baramee Raktham
ลงมาเพื่อสร้างเจดีย์ เล่าโดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ์ (อู๋) 7 พ.ย.59
ผม (อู๋) รู้จักเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งชื่อคุณไก่ เป็นชายหนุ่มหน้าตาดีอายุประมาณ 30 กว่าปี เคยบวชที่วัดปากน้ำและฝึกธรรมกายระหว่างบวช 3 เดือนจนสามารถเข้าถึงธรรมกาย อานุภาพของพระธรรมกายนี้เองที่ทำให้คุณไก่รู้เห็นสิ่งต่างๆ และมีประสบการณ์แปลกๆ ได้อย่างเหลือเชื่อ
เมื่อสึกออกมาก็ประกอบวิชาชีพส่วนตัว ต่อมาป่วยหนักจนคิดว่าตัวเองคงตายไปแล้วเพราะขณะที่นอนป่วยอยู่ เห็นราชรถคันหนึ่งใสเป็นแก้วประดับเพชรมีรัศมีสว่างไสว ส่วนบนของราชรถประดับด้วยเศวตฉัตรงดงามมากแล่นเข้ามาจอดใกล้ๆ มาพร้อมกับเหล่าเทวดาอีกหลายพันองค์ คุณไก่จึงลุกจากเตียงขึ้นไปนั่งบนรถ แล้วราชรถก็พาเหาะลอยขึ้นไปบนฟ้า ไปจอดที่หน้าวิมานหลังหนึ่งซึ่งเป็นวิมานที่ลอยอยู่กลางอากาศ เมื่อได้เข้าไปในวิมานก็รู้สึกร่มเย็นสบายกายและใจมาก รู้สึกว่ามีแต่ความสุขไม่มีความทุกข์เลย
นั่งได้เพียงแปล๊บเดียวเท่านั้นก็เห็นมีแสงสว่างมากราวกับดวงอาทิตย์หลายดวง มาปรากฏอยู่ที่หน้าวิมาน เมื่อเพ่งดูก็เห็นว่าเป็นเทวดาที่มีรัศมีสว่างไสวมาก รูปร่างก็สูงใหญ่กว่าเทวดาทั่วไป คุณไก่จึงส่งกระแสจิตถามไปว่า
คุณไก่ “ท่านคือผู้ใดครับ”
เทวดาท่านนั้น “เราคือท้าวสักกะเทวราชผู้ปกครองเหล่าเทวดา เธอจะตายตอนนี้ไม่ได้ ยังไม่ถึงเวลาตายของเธอ เธอยังมีงานที่จะต้องทำอีก”
ทันใดนั้นคุณไก่ก็ฟื้นกลับมาเข้าร่างเดิมอีกครั้ง เธอพยายามทบทวนคำพูดของท่านพระอินทร์ว่าเรายังมีงานอะไรที่ค้างอยู่หรือสัญญาอะไรกับท่านไว้ เมื่อนึกดูสักพักหนึ่งคุณไก่ก็จำได้ว่าตอนบวชอยู่ที่วัดปากน้ำ ขณะนั้นเธอเพิ่งได้ธรรมกายใหม่ๆ ครูผู้สอนได้เคยพาไปดูอดีตว่าเราเคยเป็นใครมาจากไหน เมื่อเข้าธรรมกายย้อนดูก็พบว่าก่อนที่จะลงมาเกิดเป็นมนุษย์นั้นคุณไก่เคยเกิดเป็นเทวดาชั้นดาวดึงส์มาก่อน และยังจำเหตุการณ์ได้ว่าเคยเข้าไปอยู่ในเทวสภาของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ซึ่งมีท้าวสักกะเทวราชเป็นประธาน
ในขณะนั้นมีเทวดาเข้าร่วมประชุมกันอย่างมากมาย ท้าวสักกะได้กล่าวว่าขณะนี้ทางโลกมนุษย์ได้เข้าถึงช่วงเวลากึ่งพุทธกาลแล้ว เทวดาท่านใดที่เคยตั้งจิตอธิษฐานที่จะลงมาค้ำชูพระศาสนาก็ได้เวลาลงมาเกิดตามคำมั่นสัญญาแล้ว พร้อมกันนั้นก็ได้เห็นนิมิตเป็นพระมหาเจดีย์องค์หนึ่งปรากฏขึ้นมาซึ่งในขณะนั้นก็ยังไม่ทราบว่าเป็นเจดีย์อะไร
และในระหว่างที่ท่านท้าวสักกะพูดอยู่นั้น คุณไก่ก็ระลึกได้ว่าในสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงกลับจากการโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ขณะเสด็จลงมาตามบันไดสวรรค์ก็ทรงทำปาฏิหาริย์เปิดโลก โดยโลกทั้งสามคือเทวโลก มนุษย์โลก และสัตว์นรกในยมโลกก็สามารถมองเห็นกันและกันได้ตลอดทั้ง 3 โลก ในระหว่างนั้นมีเทวดาและพรหมมาตามส่งเสด็จพระพุทธเจ้าเป็นจำนวนมาก และมีจำนวนไม่น้อยที่ได้ตั้งจิตอธิษฐานจะลงมาเกิดเพื่อรักษาพระพุทธศาสนาในช่วงกึ่งพุทธกาล หนึ่งในเหล่าเทวดานั้นก็คือคุณไก่นั่นเอง
เมื่อคุณไก่ระลึกถึงเรื่องนี้ได้จึงขอสมัครใจที่จะลงมาเกิด พอคิดได้ปั๊บก็ปรากฏชื่อของคุณไก่ในสมุดบัญชีรายชื่อเทวดาอาสาของเทวสภาทันที แต่ก็ยังมีเทวดาอีกจำนวนมากที่ไม่กล้าสมัครใจลงมาเกิด เพราะกลัวว่าเมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วจะไม่สามารถรักษากาย วาจา ใจ ให้เป็นกุศลได้ อาจไม่มีโอกาสได้กลับไปเป็นเทวดาเหมือนก่อน
ดังนั้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อคุณไก่ไปที่ไหนแล้วเห็นเจดีย์ที่กำลังก่อสร้างก็จะร่วมทำบุญด้วยเสมอมา อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนที่เจอกันในงานหล่อพระในที่แห่งหนึ่งแนะนำให้มาที่วัดหลวงพ่อสด อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี พอคุณไก่ได้มาเห็นพระมหาเจดีย์สมเด็จที่กำลังก่อสร้างเท่านั้น ก็จำได้ทันทีว่าเป็นเจดีย์องค์เดียวกับที่เคยเห็นมาก่อนในระหว่างประชุมในเทวสภานั่นเอง คุณไก่เฝ้าตามหาเจดีย์องค์นี้มานานหลายปีจนในที่สุดก็ได้มาพบเจดีย์องค์ที่ท่านพระอินทร์สั่งให้มาช่วยแล้ว
ขณะที่เพ่งมองพระมหาเจดีย์ จิตของคุณไก่ก็ได้สัมผัสกับเทวดาท่านหนึ่งที่มาเฝ้ารักษาพระมหาเจดีย์ คุณไก่เธอสงสัยว่าเจดีย์ยังสร้างไม่เสร็จทำไมท่านเทวดาจึงต้องมาเฝ้าด้วย เทวดาองค์นั้นทราบความสงสัยของคุณไก่ จึงได้ตอบกลับมาว่าก็เพราะพระมหาเจดีย์นี้เป็นเจดีย์ที่มีความสำคัญมาก จะเป็นที่สำหรับบรรจุพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธเจ้า และจะเป็นเจดีย์ที่สักการะของทั้งมนุษย์ เทวดา และพรหม ไปอีกนานนับพันปี
เมื่อมาพบกับผม เธอจึงได้ถามว่าที่วัดหลวงพ่อสดนี้มีพระเขี้ยวแก้วด้วยหรือ ผมจึงบอกว่ามีอยู่จริงโดยมีถึง 4 องค์ เป็นพระเขี้ยวแก้วใสที่วัดได้มาจากหลายที่ด้วยกัน โดยเทพพรหมให้ยืมมาทั้งจากพระจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ทุสสเจดีย์บนชั้นพรหม และจากเมืองบาดาลตามที่หลวงป๋าได้อธิษฐานขอไว้โดยขอยืมมาเพื่อให้มนุษย์ได้มีโอกาสเข้ากราบนมัสการบ้าง โดยจะอยู่ในเมืองมนุษย์ประมาณ 1,000 ปี จะเป็นของศักดิ์สิทธิ์ประจำพระมหาเจดีย์สมเด็จองค์นี้
คุณไก่ดีใจมากที่ได้พบพระเจดีย์ที่ตามหามานาน และยังได้คุยกับเทวดาเรื่องพระเขี้ยวแก้วว่าเป็นเรื่องจริง ไม่ได้คิดปรุงแต่งไปเองแต่อย่างใด จึงได้ขอร้องให้ผมพาไปกราบหลวงป๋าที่กุฏิของท่าน เมื่อคุณไก่ได้พบกับหลวงป๋าคุณไก่จึงขอปวารณาตัวว่า จะขอถวายเงินเพื่อสร้างพระมหาเจดีย์เป็นเงินทั้งสิ้น 1 ล้านบาท โดยจะทยอยทำบุญเป็นงวดๆ ไปจนครบ 1 ล้านบาท (ปัจจุบันทำบุญไปมากกว่า 1 ล้านบาทแล้ว) และยังจะไปชักชวนเพื่อนๆ ที่รู้จักให้มาร่วมสร้างพระมหาเจดีย์องค์นี้อีกด้วย
หลวงป๋าท่านจึงได้เทศน์ให้คุณไก่และคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ในบริเวณนั้นอีกประมาณ 9-10 คนว่า ถ้าใครได้ร่วมสร้างพระมหาเจดีย์องค์นี้ก็จะมีอานิสงส์มาก ขนาดสามารถปิดอบายภูมิแก่ผู้นั้นได้ ชีวิตจะไม่ต้องถึงกับไปอบายภูมิเช่นนรกเป็นต้น เนื่องจากพระมหาเจดีย์นี้จะใช้เป็นสถานที่บรรจุพระเขี้ยวแก้วและพระบรมสารีริธาตุที่สำคัญๆ อีกมากมาย (ทั้งหมดเป็นพระธาตุที่เสด็จมาเอง) เป็นทั้งที่ปฏิบัติธรรม เป็นที่สำหรับจัดกิจกรรมและประชุมเผยแพร่พระธรรม และยังใช้เป็นสถานที่ศึกษาอบรมพระกรรมฐานแก่ทั้งพระภิษุสงฆ์และฆราวาสอีกด้วย
บุญแห่งการสร้างพระมหาเจดีย์นี้จึงเป็นมหานิสงส์ ที่จะส่งเสริมชีวิตของเราให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ตราบใดที่ทั้งมนุษย์ เทวดา และพรหมยังมากราบนมัสการพระมหาเจดีย์องค์นี้ หรือต่อให้พระเจดีย์ทรุดโทรมลงเหลือแต่ซากปรักหักพัง เหล่าเทวดาและพรหมก็จะยังมากราบนมัสการพระมหาเจดีย์นี้อยู่เหมือนเดิม บุญนี้จึงยังคงส่งมายังผู้บริจาคปัจจัยเพื่อสร้างพระมหาเจดีย์นี้ตลอดไปไม่ว่าเราจะตาย-เกิดไปอีกกี่ชาติก็ตาม คือบุญจะยังคงส่งผลให้เรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมออีกนับพันปีนั่นเอง
พอหลวงป๋าท่านเทศน์จบ คุณไก่ก็เห็นว่ารอบๆ ตัวเธอและทั่วทั้งกุฎิหลวงป๋านั้นเต็มไปด้วยเหล่าเทวดาและพรหมที่ลงมากันอย่างมากมายนับไม่ถ้วน แสงของเหล่าเทวดาและพรหมสว่างไสวไปทั่วทั้งบริเวณ พร้อมกับได้ยินเหล่าเทวดาและพรหมพร้อมกันเปล่งเสียงสาธุการดังกึกก้องขึ้นทันทีหลังคำสอนของหลวงป๋า เมื่อคุณไก่และคนอื่นๆ เข้าไปถวายปัจจัยเพื่อสร้างพระมหาเจดีย์กับหลวงป๋า เหล่าเทวดาและพรหมก็พากันเปล่งเสียง “สาธุ” ขึ้นมาอย่างกึกก้องอีกครั้ง
ภาพพระอินทร์ โดย Kriangkrai Wongpitirat
สร้างเจดีย์
บริจาคได้โดยตรงที่ ประชาสัมพันธ์วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี 70130
หรือบริจาคโดยการ
โอนเงินผ่านธนาคาร
บมจ. ธนาคารกรุงเทพ สาขาดำเนินสะดวก บัญชีสะสมทรัพย์ เลขที่ 422–0–25469–4
ชื่อบัญชี “วัดหลวงพ่อสดฯ เพื่อการก่อสร้างพระมหาเจดีย์สมเด็จฯ”
บมจ. ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาดำเนินสะดวก บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 540–2–18485–8
ชื่อบัญชี “วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม เพื่อสร้างพระมหาเจดีย์สมเด็จฯ”
ธนาคารกรุงไทย สาขาดำเนินสะดวก บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 707–0–12333–7
ชื่อบัญชี “วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม เพื่อการก่อสร้างพระมหาเจดีย์สมเด็จฯ”
ธนาคารกสิกรไทย สาขาดำเนินสะดวก บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 534-2-02908-8
ชื่อบัญชี “วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม เพื่อการก่อสร้างพระมหาเจดีย์สมเด็จฯ”