วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ลงมาเพื่อสร้างเจดีย์


Baramee Raktham
ลงมาเพื่อสร้างเจดีย์ เล่าโดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ์ (อู๋) 7 พ.ย.59
ผม (อู๋) รู้จักเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งชื่อคุณไก่ เป็นชายหนุ่มหน้าตาดีอายุประมาณ 30 กว่าปี เคยบวชที่วัดปากน้ำและฝึกธรรมกายระหว่างบวช 3 เดือนจนสามารถเข้าถึงธรรมกาย อานุภาพของพระธรรมกายนี้เองที่ทำให้คุณไก่รู้เห็นสิ่งต่างๆ และมีประสบการณ์แปลกๆ ได้อย่างเหลือเชื่อ
เมื่อสึกออกมาก็ประกอบวิชาชีพส่วนตัว ต่อมาป่วยหนักจนคิดว่าตัวเองคงตายไปแล้วเพราะขณะที่นอนป่วยอยู่ เห็นราชรถคันหนึ่งใสเป็นแก้วประดับเพชรมีรัศมีสว่างไสว ส่วนบนของราชรถประดับด้วยเศวตฉัตรงดงามมากแล่นเข้ามาจอดใกล้ๆ มาพร้อมกับเหล่าเทวดาอีกหลายพันองค์ คุณไก่จึงลุกจากเตียงขึ้นไปนั่งบนรถ แล้วราชรถก็พาเหาะลอยขึ้นไปบนฟ้า ไปจอดที่หน้าวิมานหลังหนึ่งซึ่งเป็นวิมานที่ลอยอยู่กลางอากาศ เมื่อได้เข้าไปในวิมานก็รู้สึกร่มเย็นสบายกายและใจมาก รู้สึกว่ามีแต่ความสุขไม่มีความทุกข์เลย
นั่งได้เพียงแปล๊บเดียวเท่านั้นก็เห็นมีแสงสว่างมากราวกับดวงอาทิตย์หลายดวง มาปรากฏอยู่ที่หน้าวิมาน เมื่อเพ่งดูก็เห็นว่าเป็นเทวดาที่มีรัศมีสว่างไสวมาก รูปร่างก็สูงใหญ่กว่าเทวดาทั่วไป คุณไก่จึงส่งกระแสจิตถามไปว่า
คุณไก่ “ท่านคือผู้ใดครับ”
เทวดาท่านนั้น “เราคือท้าวสักกะเทวราชผู้ปกครองเหล่าเทวดา เธอจะตายตอนนี้ไม่ได้ ยังไม่ถึงเวลาตายของเธอ เธอยังมีงานที่จะต้องทำอีก”
ทันใดนั้นคุณไก่ก็ฟื้นกลับมาเข้าร่างเดิมอีกครั้ง เธอพยายามทบทวนคำพูดของท่านพระอินทร์ว่าเรายังมีงานอะไรที่ค้างอยู่หรือสัญญาอะไรกับท่านไว้ เมื่อนึกดูสักพักหนึ่งคุณไก่ก็จำได้ว่าตอนบวชอยู่ที่วัดปากน้ำ ขณะนั้นเธอเพิ่งได้ธรรมกายใหม่ๆ ครูผู้สอนได้เคยพาไปดูอดีตว่าเราเคยเป็นใครมาจากไหน เมื่อเข้าธรรมกายย้อนดูก็พบว่าก่อนที่จะลงมาเกิดเป็นมนุษย์นั้นคุณไก่เคยเกิดเป็นเทวดาชั้นดาวดึงส์มาก่อน และยังจำเหตุการณ์ได้ว่าเคยเข้าไปอยู่ในเทวสภาของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ซึ่งมีท้าวสักกะเทวราชเป็นประธาน
ในขณะนั้นมีเทวดาเข้าร่วมประชุมกันอย่างมากมาย ท้าวสักกะได้กล่าวว่าขณะนี้ทางโลกมนุษย์ได้เข้าถึงช่วงเวลากึ่งพุทธกาลแล้ว เทวดาท่านใดที่เคยตั้งจิตอธิษฐานที่จะลงมาค้ำชูพระศาสนาก็ได้เวลาลงมาเกิดตามคำมั่นสัญญาแล้ว พร้อมกันนั้นก็ได้เห็นนิมิตเป็นพระมหาเจดีย์องค์หนึ่งปรากฏขึ้นมาซึ่งในขณะนั้นก็ยังไม่ทราบว่าเป็นเจดีย์อะไร
และในระหว่างที่ท่านท้าวสักกะพูดอยู่นั้น คุณไก่ก็ระลึกได้ว่าในสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงกลับจากการโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ขณะเสด็จลงมาตามบันไดสวรรค์ก็ทรงทำปาฏิหาริย์เปิดโลก โดยโลกทั้งสามคือเทวโลก มนุษย์โลก และสัตว์นรกในยมโลกก็สามารถมองเห็นกันและกันได้ตลอดทั้ง 3 โลก ในระหว่างนั้นมีเทวดาและพรหมมาตามส่งเสด็จพระพุทธเจ้าเป็นจำนวนมาก และมีจำนวนไม่น้อยที่ได้ตั้งจิตอธิษฐานจะลงมาเกิดเพื่อรักษาพระพุทธศาสนาในช่วงกึ่งพุทธกาล หนึ่งในเหล่าเทวดานั้นก็คือคุณไก่นั่นเอง
เมื่อคุณไก่ระลึกถึงเรื่องนี้ได้จึงขอสมัครใจที่จะลงมาเกิด พอคิดได้ปั๊บก็ปรากฏชื่อของคุณไก่ในสมุดบัญชีรายชื่อเทวดาอาสาของเทวสภาทันที แต่ก็ยังมีเทวดาอีกจำนวนมากที่ไม่กล้าสมัครใจลงมาเกิด เพราะกลัวว่าเมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วจะไม่สามารถรักษากาย วาจา ใจ ให้เป็นกุศลได้ อาจไม่มีโอกาสได้กลับไปเป็นเทวดาเหมือนก่อน
ดังนั้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อคุณไก่ไปที่ไหนแล้วเห็นเจดีย์ที่กำลังก่อสร้างก็จะร่วมทำบุญด้วยเสมอมา อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนที่เจอกันในงานหล่อพระในที่แห่งหนึ่งแนะนำให้มาที่วัดหลวงพ่อสด อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี พอคุณไก่ได้มาเห็นพระมหาเจดีย์สมเด็จที่กำลังก่อสร้างเท่านั้น ก็จำได้ทันทีว่าเป็นเจดีย์องค์เดียวกับที่เคยเห็นมาก่อนในระหว่างประชุมในเทวสภานั่นเอง คุณไก่เฝ้าตามหาเจดีย์องค์นี้มานานหลายปีจนในที่สุดก็ได้มาพบเจดีย์องค์ที่ท่านพระอินทร์สั่งให้มาช่วยแล้ว
ขณะที่เพ่งมองพระมหาเจดีย์ จิตของคุณไก่ก็ได้สัมผัสกับเทวดาท่านหนึ่งที่มาเฝ้ารักษาพระมหาเจดีย์ คุณไก่เธอสงสัยว่าเจดีย์ยังสร้างไม่เสร็จทำไมท่านเทวดาจึงต้องมาเฝ้าด้วย เทวดาองค์นั้นทราบความสงสัยของคุณไก่ จึงได้ตอบกลับมาว่าก็เพราะพระมหาเจดีย์นี้เป็นเจดีย์ที่มีความสำคัญมาก จะเป็นที่สำหรับบรรจุพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธเจ้า และจะเป็นเจดีย์ที่สักการะของทั้งมนุษย์ เทวดา และพรหม ไปอีกนานนับพันปี
เมื่อมาพบกับผม เธอจึงได้ถามว่าที่วัดหลวงพ่อสดนี้มีพระเขี้ยวแก้วด้วยหรือ ผมจึงบอกว่ามีอยู่จริงโดยมีถึง 4 องค์ เป็นพระเขี้ยวแก้วใสที่วัดได้มาจากหลายที่ด้วยกัน โดยเทพพรหมให้ยืมมาทั้งจากพระจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ทุสสเจดีย์บนชั้นพรหม และจากเมืองบาดาลตามที่หลวงป๋าได้อธิษฐานขอไว้โดยขอยืมมาเพื่อให้มนุษย์ได้มีโอกาสเข้ากราบนมัสการบ้าง โดยจะอยู่ในเมืองมนุษย์ประมาณ 1,000 ปี จะเป็นของศักดิ์สิทธิ์ประจำพระมหาเจดีย์สมเด็จองค์นี้
คุณไก่ดีใจมากที่ได้พบพระเจดีย์ที่ตามหามานาน และยังได้คุยกับเทวดาเรื่องพระเขี้ยวแก้วว่าเป็นเรื่องจริง ไม่ได้คิดปรุงแต่งไปเองแต่อย่างใด จึงได้ขอร้องให้ผมพาไปกราบหลวงป๋าที่กุฏิของท่าน เมื่อคุณไก่ได้พบกับหลวงป๋าคุณไก่จึงขอปวารณาตัวว่า จะขอถวายเงินเพื่อสร้างพระมหาเจดีย์เป็นเงินทั้งสิ้น 1 ล้านบาท โดยจะทยอยทำบุญเป็นงวดๆ ไปจนครบ 1 ล้านบาท (ปัจจุบันทำบุญไปมากกว่า 1 ล้านบาทแล้ว) และยังจะไปชักชวนเพื่อนๆ ที่รู้จักให้มาร่วมสร้างพระมหาเจดีย์องค์นี้อีกด้วย
หลวงป๋าท่านจึงได้เทศน์ให้คุณไก่และคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ในบริเวณนั้นอีกประมาณ 9-10 คนว่า ถ้าใครได้ร่วมสร้างพระมหาเจดีย์องค์นี้ก็จะมีอานิสงส์มาก ขนาดสามารถปิดอบายภูมิแก่ผู้นั้นได้ ชีวิตจะไม่ต้องถึงกับไปอบายภูมิเช่นนรกเป็นต้น เนื่องจากพระมหาเจดีย์นี้จะใช้เป็นสถานที่บรรจุพระเขี้ยวแก้วและพระบรมสารีริธาตุที่สำคัญๆ อีกมากมาย (ทั้งหมดเป็นพระธาตุที่เสด็จมาเอง) เป็นทั้งที่ปฏิบัติธรรม เป็นที่สำหรับจัดกิจกรรมและประชุมเผยแพร่พระธรรม และยังใช้เป็นสถานที่ศึกษาอบรมพระกรรมฐานแก่ทั้งพระภิษุสงฆ์และฆราวาสอีกด้วย
บุญแห่งการสร้างพระมหาเจดีย์นี้จึงเป็นมหานิสงส์ ที่จะส่งเสริมชีวิตของเราให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ตราบใดที่ทั้งมนุษย์ เทวดา และพรหมยังมากราบนมัสการพระมหาเจดีย์องค์นี้ หรือต่อให้พระเจดีย์ทรุดโทรมลงเหลือแต่ซากปรักหักพัง เหล่าเทวดาและพรหมก็จะยังมากราบนมัสการพระมหาเจดีย์นี้อยู่เหมือนเดิม บุญนี้จึงยังคงส่งมายังผู้บริจาคปัจจัยเพื่อสร้างพระมหาเจดีย์นี้ตลอดไปไม่ว่าเราจะตาย-เกิดไปอีกกี่ชาติก็ตาม คือบุญจะยังคงส่งผลให้เรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมออีกนับพันปีนั่นเอง
พอหลวงป๋าท่านเทศน์จบ คุณไก่ก็เห็นว่ารอบๆ ตัวเธอและทั่วทั้งกุฎิหลวงป๋านั้นเต็มไปด้วยเหล่าเทวดาและพรหมที่ลงมากันอย่างมากมายนับไม่ถ้วน แสงของเหล่าเทวดาและพรหมสว่างไสวไปทั่วทั้งบริเวณ พร้อมกับได้ยินเหล่าเทวดาและพรหมพร้อมกันเปล่งเสียงสาธุการดังกึกก้องขึ้นทันทีหลังคำสอนของหลวงป๋า เมื่อคุณไก่และคนอื่นๆ เข้าไปถวายปัจจัยเพื่อสร้างพระมหาเจดีย์กับหลวงป๋า เหล่าเทวดาและพรหมก็พากันเปล่งเสียง “สาธุ” ขึ้นมาอย่างกึกก้องอีกครั้ง
ภาพพระอินทร์ โดย Kriangkrai Wongpitirat
สร้างเจดีย์
บริจาคได้โดยตรงที่ ประชาสัมพันธ์วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี 70130
หรือบริจาคโดยการ
โอนเงินผ่านธนาคาร
บมจ. ธนาคารกรุงเทพ สาขาดำเนินสะดวก บัญชีสะสมทรัพย์ เลขที่ 422–0–25469–4
ชื่อบัญชี “วัดหลวงพ่อสดฯ เพื่อการก่อสร้างพระมหาเจดีย์สมเด็จฯ”
บมจ. ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาดำเนินสะดวก บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 540–2–18485–8
ชื่อบัญชี “วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม เพื่อสร้างพระมหาเจดีย์สมเด็จฯ”
ธนาคารกรุงไทย สาขาดำเนินสะดวก บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 707–0–12333–7
ชื่อบัญชี “วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม เพื่อการก่อสร้างพระมหาเจดีย์สมเด็จฯ”
ธนาคารกสิกรไทย สาขาดำเนินสะดวก บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 534-2-02908-8
ชื่อบัญชี “วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม เพื่อการก่อสร้างพระมหาเจดีย์สมเด็จฯ”

วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เมื่อสิ้นภัทรกัปนี้แล้ว จะไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้อีกเลยถึง”อสงไขยกัป



24.jpg

“…เมื่อสิ้นภัทรกัปนี้แล้ว จะไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้อีกเลยถึง”อสงไขยกัป…”


“……ภควา สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเทศนาแก่พระสารีบุตรสืบต่อไปว่า ในกาลเมื่อพระพุทธศาสนา แห่งองค์สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยเสื่อมสูญสิ้นแล้ว อันว่าประทีปแก้ว คือพระสัทธรรมนั้น ก็สูญสิ้น ฝูงสัตว์ทั้งหลายก็มืดมัวไม่รู้จักบาปและบุญ คุณและโทษ ประโยชน์และไม่ประโยชน์ ประการใด จนถึงไฟประลัยโลกล้างวินาศฉิบหายสิ้นทั้งแสนโกฏิจักรวาล เพลิงประลัยกัลป์เกิดขึ้นไหม้แผ่นดินภัทรกัปอันนี้ฉิบหายหมดแล้ว สิ้นกาลช้านาน จึงบังเกิดแผ่นดินใหม่ขึ้นมา มีมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายบังเกิดมีมาสำหรับแผ่นดิน ก็มีมาเสียเปล่า กัปป์แผ่นดินที่มีมาในเบื้องหน้านั้นเป็นสุญญกัปนับได้อสงไขยแผ่นดิน จะได้มีสมเด็จพระพุทธเจ้า ปัจเจกพุทธเจ้า และพระยาจักรผู้ประเสริฐบังเกิดมีมานั้นหามิได้ จึงมีนามว่าสุญญกัปป์ เกิดมีแต่มนุษย์ทั้งหลายหาบุณหาวาสนาบารมีมิได้ฯ เมื่อแผ่นดินเกิดขึ้นมา สูญเสียจากท่านผู้ทรงพระคุณแล้ว ฉิบหายไปด้วยไฟ ด้วยน้ำ ด้วยลม แล้วเกิดขึ้นใหม่อีกเล่าจนถ้วนอสงไขย แผ่นดินล่วงลับไปนับด้วยอสงไขยแผ่นดินแล้วฯ

ในกาลนั้น บังเกิดแผ่นดินขึ้นมาใหม่เรียกชื่อว่ามัณฑกัปป์ พระพุทธเจ้าจักได้บังเกิด ๒ พระองค์ คือ – พระรามโพธิสัตว์ ๑ – พระเจ้าปเสนทิโกศล ๑….”

ที่มา: ตำราอนาคตวงศ์

เวลาเหลือไม่มากแล้ว ถ้าเลยยุคสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย
ก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกนานแสนนาน กว่าจะมีพระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่มาตรัสรู้

ศาสนาขององค์ปัจจุบันเองก็จักตั้งอยู่ ๕,๐๐๐ ปี ปัจจุบัน ก็กึ่งพุทธกาล กว่าแล้ว เวลาเหลือไม่มาก

หลวงปู่ดู่(พรหมปัญโญ) ท่านสอนว่าให้เร่งปฎิบัติ ได้เกิดมาพบเจอพระพุทธศาสนาถือว่าโชคดีที่สุด

ปฎิบัติภาวนากันไว้อย่างน้อยถ้าท่านไม่ได้ นิพพานในศาสนาองค์ปัจจุบัน กำหนดหลวงปู่เวลาปฎิบัติ ตายไปขอให้ได้ขึ้นพรหมหรือสวรรค์ก็ยังดีเพื่อที่จะได้ ทันศาสนายุคของ สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย อย่า่ลืมดูจิต ดูตัวจิตเราให้ลด โลภะ โมหะ โทสะ ด้วย หมั่นทำจิตใจให้ผ่องใส ทรงพรหมวิหารให้เป็นนิสัย

ถ้าพลาดลงนรกนี้ ไม่ทัน ยุคของ สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยแน่ๆ เพราะถ้าได้ลงแล้วแค่ขุมแรกก็เป็นเวลานับได้หลายล้านปีโลกมนุษย์เลยละ

เสริมความรู้ กัป กัลป์ และอสงไขย คือ…

การนับกาลเวลามี ๒ แบบ คือ แบบที่นับเป็นตัวเลข ๑ ๒ ๓ …. เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เรียกว่านับเป็นตัวเลขสังขยา คือ ตัวเลขที่นับได้ ถ้ามากเกินจะนับไหวแล้ว ก็จะเปลี่ยนมานับโดยการอุปมา คือการเปรียบเทียบเอา

แล้วตัวเลขแค่ไหนล่ะที่นับไม่ได้ เราจะนับกันสูงสุดแค่ไหน ตัวเลขที่กำหนดว่าไม่นับแล้ว เลิกนับแบบสังขยากันดีกว่า คือ ๑ ตามด้วย ๐ อีก ๑๔๐ ตัว ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงสุดที่นับกัน ถ้าเกินไปกว่านี้ พระพรหมก็เบือนหน้าหนีแล้ว จำนวนที่เกินจาก ๑ ตามด้วย ๐ อีก ๑๔๐ ตัว จึงเรียกว่าเป็นจำนวน อสังขยา หรือ อสงไขยนั่นเอง

กาลเวลาทางพุทธศาสนาที่พบเจอกันบ่อยๆ ก็คือ

๑. กัป
๒. อสงไขยปี
๓. รอบอสงไขย
๔. อันตรกัป
๕. อสงไขยกัป
๖. มหากัป
๗. อสงไขย
๘. พุทธันดร

กัป

ในความหมายแรก หมายถึงอายุกัป คือระยะเวลาที่เท่ากับอายุเฉลี่ยของมนุษย์ยุคนั้น ซึ่งผันแปรตั้งแต่ ๑๐ – อสงไขยปี สมัยพุทธกาล อายุกัปเท่ากับ ๑๐๐ ปี ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้บำเพ็ญอิทธิบาท ๔ สามารถมีอายุอยู่ได้ตลอดกัป ก็หมายถึงมีอายุอยู่ได้ ๑๐๐ ปี นั่นเอง และเนื่องจากตอนนี้อยู่ในช่วงอายุขาลง ทุก ๑๐๐ ปี อายุมนุษย์จะลดลง ๑ ปี ปัจจุปัน อายุกัปของเราจึงเหลืออยู่เพียง ๗๕ ปีเท่านั้น คำว่ากัป หรือกัปป์ หรือกัปปะ เป็นภาษาบาลี ส่วนภาษาสันสกฤติใช้คำว่า กัลป์ สรุปแล้ว กัป กับ กัลป์ ก็คือตัวเดียวกันนั่นเอง

อสงไขยปี

ก็คือ จำนวนปีที่ขึ้นต้นด้วย ๑ ตามด้วย ๐ อีก ๑๔๐ ปีนั่นเอง ตัวเลขนี้เป็นอายุของมนุษย์ยุคสร้างโลก เมื่อโลกเกิดขึ้นใหม่ พระพรหมที่หมดอายุก็จุติมาอุบัติเป็นสัตว์โลกผู้มีจิตประภัสสร ลอยไปลอยมาในอากาศได้ มีอาหารเป็นทิพย์ มีศีลธรรมดีดุจพระพรหม อายุจึงยืนยาวถึงอสงไขยหนึ่ง

รอบอสงไขย

ต่อมามนุษย์เริ่มไปกินง้วนดินเข้า จิตก็เริ่มหยาบ กายก็เริ่มหยาบ กิเลสก็พอกหนา เหาะไม่ได้ กลายเป็นมนุษย์เดินดิน อายุก็ค่อยๆ ลดลง ทุก ๑๐๐ ปี ลดลง ๑ ปี จนเหลือแค่ ๑๐ ปี ยุคนั้นก็เป็นยุคมิคสัญญี มนุษย์ฆ่าฟันกันเหมือนผักปลา ศีลธรรมก็ไม่มี พอฆ่ากันตายเกือบหมดโลก พวกที่เหลือสังเวชใจ เริ่มรักษาศีลกันอีกครั้ง อายุก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ทุก ๑๐๐ ปี ก็เพิ่มขึ้น ๑ ปี จนกลับไปยืนยาวถึงอสงไขยปีอีกครั้ง เวลาทั้งหมดนี้ เรียกว่ารอบอสงไขย

อันตรกัป

ก็คือ ๑ รอบอสงไขยนั่นเอง

อสงไขยกัป

โลกนี้มีเกิดดับเป็นวัฏจักร รอบหนึ่งใช้เวลาทั้งสิ้น ๒๕๖ อันตรกัป คือ

๑ โลกกำลังถูกทำลาย อาจโดนไฟประลัยกัปเผา หรือน้ำประลัยกัปตกกระหน่ำ หรือลมประลัยกัปพัดทำลาย ทุกสรรพสิ่งจะถูกทำลายย่อยยับไม่มีเหลือเลย ทำลายตั้งแต่มหานรกขึ้นไปถึงพรหมอีกหลายชั้น ใช้เวลาทำลายทั้งสิ้น ๖๔ อันตรกัป หรือเรียกว่า ๑ อสงไขยกัป โดยมีชื่อเฉพาะว่า สังวัฏฏอสงไขยกัป

๒ จากนั้นทุกอย่างก็ว่างเปล่า มืดมิด ไม่มีอะไรเลย เป็นเวลาอีก ๖๔ อันตรกัป หรือเรียกว่า ๑ อสงไขยกัป โดยมีชื่อเรียกเฉพาะว่า สังวัฏฏฐายีอสงไขยกัป

๓ จากนั้นโลกก็จะเริ่มก่อตัวขึ้นมาใหม่ มีผืนน้ำ มีแผ่นดิน รวมเวลาอีก ๖๔ อันตรกัป หรือเรียกว่า ๑ อสงไขยกัป โดยมีชื่อเรียกเฉพาะว่า วิวัฏฏอสงไขยกัป

๔ จากนั้นโลกจึงมนุษย์และสัตว์อาศัยอยู่ได้ เป็นเวลาอีก ๖๔ อันตรกัป หรือเรียกว่า ๑ อสงไขยกัป โดยมีชื่อเรียกเฉพาะว่า วิวัฏฏฐายีอสงไขยกัป

มหากัป

คือเวลา ๑ รอบวัฏจักรการแตกดับของโลก หรือเท่ากับ ๒๕๖ อันตรกัป
๑ มหากัป อุปมาว่ามีพื้นที่ขนาดกว้าง ๑ โยชน์ ยาว ๑ โยชน์ สูง ๑ โยชน์ บรรจุเมล็ดพันธุ์ผักกาดไว้เต็ม ทุก ๑๐๐ ปีก็มาหยิบเมล็ดผักกาดออกเมล็ดหนึ่ง แม้จะหยิบเมล็ดผักกาดออกหมดแล้วก็ยังไม่นานเท่า ๑ มหากัป
คำว่ามหากัป มักเรียกสั้นๆ ว่า กัป

อสงไขย

คงเคยได้ยินคำว่า ๔ อสงไขยกำไรแสนกัป คำว่าอสงไขยในที่นี้หมายถึงระยะยาวนานมาก นับเป็นจำนวนกัปแล้วยังนับไม่ได้ คือจำนวนกัปมากกว่า ๑ ตามด้วย ๐ อีก ๑๔๐ ตัวเสียอีก ๔ อสงไขยกำไรแสนกัป ก็คือระยะเวลาที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีในช่วงปรมัตถ์ ก่อนจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน

พุทธันดร

คือระยะเวลาตั้งแต่พระพุทธเจ้าองค์หนึ่งตรัสรู้ จนกระทั่งถึงพระพุทธเจ้าองค์ต่อปมาตรัสรู้ เรียกว่า ๑ พุทธันดร พุทธันดรของพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ยาวไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันเราอยู่ในอันตรกัปที่ ๑๒ และพระศรีอาริยเมตไตรยจะมาตรัสรู้ในอันตรกัปที่ ๑๓ จากนั้นไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้เลยนานถึงอสงไขยหนึ่ง ดังนั้น ๑ พุทธันดรของพระสมณโคดมพุทธเจ้าจึงยาวนานแค่ ๑ อันตรกัป ส่วน ๑ พุทธันดรของพระศรีอาริยเมตไตรยยาวนานถึงอสงไขยหนึ่ง

ระยะเวลาช่างยาวนาน แต่สัตว์โลกก็ยังคงวนเวียนเวียนว่ายตายเกิด ชั่วกัปชั่วกัลป์ เมื่อใดพบพระธรรมแล้วจึงอย่าได้ประมาทพากันสั่งสมบุญบารมี ภาวนาปฎิบัติ เพื่อถึงซึ่งพระนิพพานโดยพลัน ออกจากวงจรแห่งความทุกข์ที่ไม่จบไม่สิ้นนี้เสียเทิอญ…

ที่มา : ตำราอนาคตวงศ์ และโอวาทธรรมหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๐

กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของภาพถ่ายนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน



ที่มา เมตตาธรรม ศิษย์พระธุดงค์กรรมฐาน สายหลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่น

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

วัดหลวงพ่อสดคือวัดที่พระโพธิสัตว์ท่านมาสร้างบารมี


วัดหลวงพ่อสดคือวัดที่พระโพธิสัตว์ท่านมาสร้างบารมี โดย หลวงตาอู๋ 6 พ.ย. 2560
วัดนี้ก่อสร้างขึ้นมาจากเจตนารมณ์ของหลวงป๋าที่จะสร้างวัดให้มีทั้งการปฏิบัติธรรมและการเล่าเรียนพระปริยัติ เป็นวัดที่สร้างขึ้นมาจากท้องนาแท้ๆ แล้วก็ขุดดินขึ้นมาเพื่อถมที่ตัววัดให้สูงขึ้น ส่วนที่ขุดดินออกไปก็ทำเป็นบ่อน้ำเพื่อกักน้ำไว้ใช้ จึงเป็นวัดที่มีบ้านเรือนของชาวบ้านอยู่รอบวัดเพียงไม่กี่หลังไม่สามารถที่จะให้พระออกบิณฑบาตทั้งหมดได้ จำเป็นต้องแบ่งเวรกันออกบิณฑบาตเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนชาวบ้านมากเกินไป
พระที่เหลืออีก 90% จึงฉันอาหารจากโรงครัวที่หลวงป๋าตั้งขึ้นมา ท่านเลี้ยงพระแบบนี้มา 30 กว่าปีแล้ว เลี้ยงทั้งพระทั้งเณรที่มาปฏิบัติธรรมและมาขอเรียนบาลี รวมทั้งเลี้ยงฆราวาสที่แวะเวียนมาทำบุญที่วัดอีกด้วย วัดหลวงพ่อสดจึงเป็นวัดที่หลวงป๋าซึ่งปรารถนาที่จะสร้างบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ท่านหล่อเลี้ยงอุปถัมภ์เอาไว้ พระภิกษุที่อยู่ในวัดจึงไม่ต้องดิ้นรนในเรื่องอาหารขบฉัน ถึงเวลาก็มาฉัน แม้แต่ถ้วยชามก็ไม่ต้องล้างเพราะหลวงป๋าท่านจ้างคนงานแม่ครัวเอาไว้ดูแลพระเณรเป็นอย่างดี ฉันเสร็จก็กลับไปปฏิบัติธรรมหรือเล่าเรียนหนังสือได้เลย จะมีวัดแบบนี้กี่แห่งในประเทศไทยครับ
ตอนนี้หลวงป๋าท่านกวดขันพระเณรให้เร่งการปฏิบัติธรรม ใครจะเรียนก็เรียนแต่ต้องปฏิบัติธรรมกรรมฐานด้วย จะเรียนแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะการจะได้คุณธรรมเป็นพระอริยสงฆ์นั้นต้องมาจากการปฏิบัติธรรม การเรียนเป็นเพียงแนวทางแผนที่ให้เรารู้ทางที่จะเดินก้าวไปเท่านั้น ไม่ใช่เรียนเพื่อพัดยศ ยิ่งเรียนยิ่งคิดว่าตนมีความรู้เหนือผู้อื่น ข้อนี้ก็น่าเห็นใจเพราะท่านเรียนมามากเรียนมานานจริง ท่านย่อมอดที่จะภาคภูมิใจในความสำเร็จของตัวเองไม่ได้ (มันเคลิ้มไป) ทำให้เหมือนทัพพีที่แม้จะแช่อยู่ในแกงแต่ก็ไม่รู้รสแกง....หลวงป๋าท่านจึงได้พูดเตือนพระเณรไว้ว่าให้เร่งทำความเพียรกันได้แล้ว เพราะหลวงป๋าเองก็ไม่รู้ว่าท่านจะอยู่ได้อีกกี่ปี.....

วันเสาร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2560

ทานของพระโพธิสัตว์

ทานของพระโพธิสัตว์ ++

พระโพธิสัตว์ได้ให้ทานพร้อมด้วยวัตถุบริวาร คือให้ทานวัตถุ 10 อย่าง มีข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้  ที่นอน ที่พัก
อาศรัย และ เครื่องประทีป เช่นเดียวกัน แต่ของพระโพธิสัตว์ 

1.เมื่อจะถวายข้าว ได้แก่ ข้าวยาคู ท่านไม่ได้ถวายเพียงข้าวยาคูแต่เพียงอย่างเดียว ท่านจะปูอาสนะ ผูกเพดาน กระทำสักการะด้วยของหอม โรยด้วยข้าวตอกดอกไม้ไว้ ณ บริเวณนั้นด้วย   แล้วจึงนิมนต์พระภิกษุให้นั่งเพื่อถวาย เมื่อภิกษุเสร็จการดื่มข้าวยาคู ได้ถวายโภชนะอันประณีต มีของฉันของเคี้ยวหลายอย่าง

2. เมื่อจะถวายน้ำดื่ม ก็ถวายน้ำปานะ 8 อย่าง มี  น้ำมะม่วง น้ำหว้า น้ำกล้วยมีเมล็ด น้ำกล้วยไม่มีเมล็ด น้ำผลมะซาง น้ำผลจันทร์หรือองุ่น น้ำเหง้าบัว และน้ำมะปรางหรือลิ้นจี่ 

3.เมื่อจะถวายผ้า ไม่ได้ถวายจีวรอย่างเดียว ได้ถวายผ้าห่ม ผ้าเช็ดต่าง ๆ ได้ถวายเข็มบ้าง ด้ายบ้าง ได้ถวายอาสนะ สีย้อมจีวรบ้าง แล้วถวายข้าว น้ำ ให้เป็นบริวารของผ้า 

4.เมื่อจะถวายยาน คือรองเท้า เป็นต้น ก็ได้ถวายถุงใส่รองเท้า ชั้นวางรองเท้า แล้วถวายข้าว น้ำ ผ้า ให้เป็นบริวารของรองเท้า 

5.เมื่อจะถวายดอกไม้   ก็ไม่ได้ถวายดอกไม้ล้วน ๆ ได้เคล้าดอกไม้นั้นด้วยของหอม แล้วถวายข้าว น้ำ ผ้า ยาน ให้เป็นบริวารของดอกไม้ 

6.เมื่อจะถวายของหอม เพื่อให้ท่านบูชาต้นโพธิ์ เจดีย์ อาสนะ และคำภีร์ ก็ถวายเครื่องบด เครื่องฝน และเครื่องภาชนะสำหรับใช้สำหรับใส่ของหอมเหล่านั้น แล้วถวาย ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ให้เป็นบริวารของหอม 

7.เมื่อจากถวายเครื่องลูบไล้  มีหรดาล และมโนศิลา เป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่การก่อสร้างวิหาร หรือพระสถูปเจดีย์ ก็ถวายข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม ให้เป็นบริวารของเครื่องลูบไล้เหล่านั้น 

หมายเหตุ
7.1 หรดาล เป็นก้อนสีเหลือง ใช้ฝนทำเป็นแท่งยาว สำหรับเขียนหนังสือ หรือทำเป็นฝุ่น
สีเหลืองสำหรับฉาบทา

7.2 มโนศิลา คือศิลาอ่อนที่ย่อยละเอียด ใช้ผสมกับหรดาล จักเป็นดินเหนียว ใส่น้ำมันงาเป็นน้ำเชื้อ ปั้นเป็นก้อนอิฐ เพื่อก่อสร้างวิหาร พระสถูป พระเจดีย์ 

8.เมื่อจะถวายที่นอน คือเตียงและตั่ง ก็ได้ถวายกระดานและไม้รอง พร้อมด้วยผ้ากัมพล เครื่องลาดและขาเตียง แล้วถวายข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ให้เป็นบริวารของเตียงสั่งนั้น 

9.เมื่อจะถวายที่พักอาศัย ก็ไม่ได้ให้เพียงเรือน ได้ตกแต่งเตียงตั่ง ประดับด้วยมาลา และช่อดอกไม้ แล้วถวายข้าว น้ำ ผ้า ยานดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ที่นอนให้เป็นบริวารของที่พักอาศัยนั้น 

10.เมื่อจะถวายประทีป ก็ถวายไส้ตะเกียง ภาชนะใส่น้ำมัน และน้ำมันประทีป 
ด้วยคำว่า ท่านทั้งหลาย ขอจงยังประทีป ให้สว่างด้วยน้ำมันนี้ ณ เนินเจดีย์ เนินโพธิ์ โรงฟังธรรม เรือนอาศัย หรือที่อ่านพระคัมภีร์ แล้วถวาย ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พักอาศัย ให้เป็นบริวารของประทีป 

ทานของพระโพธิสัตว์จึงเป็นทานที่ประณีต ชื่อว่าทานของสัตบุรุษ 

ทานของพระโพธิสัตว์นี้แสดงไว้ใน 
ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม 3 ภาค 2  
ฉบับ มมร.

วันศุกร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2560

ศูนย์กลางกายของมนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลาย


#ศูนย์กลางกายของมนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลาย
มีอะไรที่ศูนย์กลางกาย ตรงระดับสะดือของสัตว์โลกทั้งหลาย คือ มนุษย์ เทวดา พรหม อรูปพรหม นั้น เป็นที่ตั้งของ
ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย ซึ่งประกอบด้วย ธาตุละเอียดทั้ง 6ใจ (ธาตุละเอียดของนามขันธ์ 4 คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ)ธรรมชาติ 3 ฝ่าย คือ
๑.ฝ่ายบุญกุศล (กุสลาธัมมา)
๒.ฝ่ายบาปอกุศล (อกุสลาธัมมา) และ
๓.ฝ่ายกลางๆ (อัพยากตาธัมมา)ภพซ้อนภพ และยังเป็นที่ไปเกิดมาเกิดของสัตว์ ฯลฯ
ธรรมชาติเหล่านี้ เป็นสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่เองตามธรรมดา เมื่อจิตตั้งมั่น เป็นสมาธิ ย่อมสามารถรู้เห็นสิ่งเหล่านี้ได้ ดังพุทธดำรัสที่ว่า “เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้เห็นตามเป็นจริง - สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ”
#ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย
สัตว์โลก ไม่ว่าจะเป็น มนุษย์ ทิพย์ (เทวดา) พรหม อรูปพรหม นั้น มีดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอยู่ มีลักษณะขาวใสบริสุทธิ์ ตามระดับความบริสุทธิ์ของจิตใจ
ขนาดของดวงธรรม
เนื่องจากดวงธรรมของสัตว์โลกในระดับโลกิยะ ยังถูกอวิชชาห่อหุ้มอยู่ ดวงธรรมจึงยังไม่ขยายโตเต็มส่วน เต็มที่ ซึ่งตรงกันข้ามกับธรรมกาย ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายของธรรมกายนั้นขยายโตเต็มส่วน ปรากฏเห็นอยู่โดยรอบองค์ธรรมกาย เหมือนองค์ธรรมกายประทับนั่งอยู่ในดวงแก้วดวงใหญ่
ธาตุละเอียดทั้ง 6
ธาตุละเอียดทั้ง 6 นั้นก็ตั้งอยู่ในดวงธรรมที่ทำให้เป็นกาย
ธาตุละเอียดทั้ง 6 ได้แก่ ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุไฟ ธาตุลม อากาศธาตุ และ วิญญาณธาตุ
ธาตุน้ำอยู่ด้านหน้า ธาตุดินอยู่ด้านขวา ธาตุไฟอยู่ด้านหลัง ธาตุลมอยู่ด้านซ้าย อากาศธาตุอยู่ตรงกลาง วิญญาณธาตุอยู่ตรงศูนย์กลางอากาศอีกทีหนึ่งที่ศูนย์กลางของวิญญาณธาตุนั้น ก็ยังมีธาตุละเอียดของนามขันธ์ 4 และธาตุเห็น ธาตุจำ ธาตุคิด และ ธาตุรู้ ก็ซ้อนอยู่ตรงกลางของกลางซึ่งกันและกันเป็นชั้นๆ กันเข้าไปข้างในอีกและขยายส่วนหยาบออกมาเป็น ดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิดและ ดวงรู้ อันเป็นธรรมชาติรวม (4 อย่าง) ของ “ใจ”
ธรรมชาติ 4 อย่างคือ เห็น จำ คิด รู้ นี้แหละที่ขยายส่วนหยาบมาจากธาตุละเอียดของนามขันธ์ 4 คือ เวทนา(ความรู้สึกสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์) สัญญา (ความจำ) สังขาร (ความคิดปรุงแต่ง) และ วิญญาณ (ความรู้อารมณ์)
ก็หมายความว่า กายในกาย ณ ภายในละเอียดเข้าไปจนสุดกายหยาบกายละเอียดนั้น ต่างก็เป็นกายที่มีชีวิตจิตใจ อีกด้วยนั่นเอง
ธรรมชาติ 3 ฝ่าย
ธาตุทั้ง 6 นั้น ยังเป็นที่ตั้งของ “ธรรม” คือ ธรรมชาติ 3 ฝ่าย ได้แก่
ธรรมชาติฝ่ายบุญกุศล (กุสลาธัมมา) หรือ ฝ่ายดี ฝ่ายพระ หรือธรรมขาว ซึ่งเป็นธรรมชาติที่ผ่องใส ดลจิตใจของสัตว์โลกให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทางกาย วาจาและใจ และให้ผลที่เป็นความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุขธรรมชาติ
ฝ่ายบาปอกุศล (อกุสลาธัมมา) หรือฝ่ายชั่ว ฝ่ายมาร หรือธรรมดำ ซึ่งเป็นธรรมชาติที่มัวหมอง ดลจิตใจของสัตว์โลกให้ประพฤติผิด รู้ผิด คิดผิด เห็นผิด ด้วยกาย วาจา และใจ และให้ผลเป็นความทุกข์เดือดร้อนธรรมชาติ
ฝ่ายกลางๆ ไม่ดีไม่ชั่ว (อัพยากตาธัมมา)
ธรรมชาติทั้ง 3 ฝ่ายนี้ต่างคอยเอิบ อาบ ซึม ซาบ ปน เป็น ฯลฯ อยู่ในธาตุธรรม เห็น จำ คิด รู้ ของสัตว์ ให้ปฏิบัติตามอำนาจของแต่ละฝ่ายนั้น และปรุงแต่งสัตว์นั้นให้ดี เลว ประณีต หยาบ ละเอียด เป็นสุข เป็นทุกข์ ต่างๆ กันไปตามกรรม ตามธรรมชาติแต่ละฝ่ายดังกล่าว ที่ทำหน้าที่เป็นเหตุนำ เหตุหนุน อยู่ในธาตุธรรมเห็นจำคิดรู้ของสัตว์นั้นๆ
ภพซ้อนภพกายในกาย และธรรมในธรรม ณ ภายใน ที่มีศูนย์กลางกายตรงกัน ซ้อนอยู่เป็นชั้นๆ เข้าไปจนสุดละเอียดนั้น จัดเป็น ภพเป็น ซึ่งย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย ตามสายปฏิจจสมุปบาทธรรม เป็นปัจจุบันธรรมส่วนมนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก อันเป็นที่อยู่ ที่รองรับของ มนุษย์ สัตว์ดิรัจฉาน สัตว์นรก เทวดา พรหม ที่ประกอบด้วยพื้นดิน หิน บ้าง เป็นสถานที่มีวิมานอันเป็นทิพย์บ้าง เป็นต้นนั้น เป็นภพหยาบ เรียกว่า ภพตาย
พระเทพญาณมงคลเสริมชัย ชยมงฺคโล
เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม

หลังฉากโดย พระราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม)

หลังฉาก
โดย
พระราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม)
อดีตรองเจ้าอาวาส และ พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ
วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
*****************************************
บางครั้งเราจะพิจารณาตัวของเราเอง
เมื่อจิตเป็น “กุศล” ... เราจะให้ทาน ศีล ภาวนา
ศีล สมาธิ ปัญญา
อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา
ปฐมมรรค มรรคจิต มรรคปัญญา
โคตรภู โสดา สกิทาคา อนาคา อรหัต
บางครั้งจิตเป็น “อกุศล” ... จะมีราคะ โทสะ โมหะ
โลภะ โทสะ โมหะ
กามราคานุสัย อวิชานุสัย ปฏิคานุสัย
บางครั้งจัดเป็นกลาง คือ ยืน เดิน นั่ง นอน
พูดคุย ขับถ่าย เป็นต้น
ทำอย่างไรเราจะได้ “รู้เห็น” เรื่องเหล่านี้
เราจึงจำเป็นต้องฝึกสมาธิ
ถ้าไม่ฝึกสมาธิ ... เราก็จะไม่รู้เรื่องละเอียด ๆ เหล่านี้ได้
ถ้าท่านไม่ปฏิบัติ “วิชชาธรรมกาย”
ท่านจะไม่รู้เห็นเรื่อง “หลังฉาก” นี้
เพราะฉะนั้น ขอให้ท่านจงพร้อมใจกันฝึก “วิชชาธรรมกาย”
ท่านจึงจะได้รู้เรื่อง “หลังฉาก” เหล่านี้ได้
ขอให้ท่าน ... เริ่มต้นฝึกตั้งแต่บัดนี้
ท่านจึงจะได้ ... รู้แจ้งเรื่องเหล่านี้ได้
และจะได้เป็นพลเมืองดีของประเทศสืบต่อไป
สันติสุข ... จึงจะเกิดขึ้นแก่โลก
* ที่มา
นิตยสารธรรมกาย ฉบับที่ ๗
มกราคม – มีนาคม ๒๕๓๑

วันพุธที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560

วิชชาธรรมกายเป็นวิชชาที่มีความมหัศจรรย์อันไม่มีประมาณ




วิชชาธรรมกายเป็นวิชชาที่มีความมหัศจรรย์อันไม่มีประมาณ แชร์มาจากคุณ ธัญยวิสิษฐ์ วัชราธรบรมประสิทธิ
ทำให้คนที่ไม่ได้มาศึกษา มักจะกล่าวหาว่า หลวงพ่อสด อวดอุตริมนุสธรรม แต่หลวงพ่อสด ท่านก็ไม่หวั่นไหว และยิ่งไปกว่านั้น.. ท่านยังทำการสอน และเผยแผ่วิชชาธรรมกายจนกลายเป็นที่ยอมรับ และมีคนหันมานับถือศรัทธาท่านเป็นจำนวนมหาศาล
แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่ง ที่รู้สึกไม่พอใจหลวงพ่อสด ถึงขนาดพูดเหยียดหยามถึงขั้นรุนแรงว่า “ใครอยากเป็นอสุรกาย จงไปเรียนธรรมกาย ที่วัดปากน้ำ” ซึ่งข่าวนี้ก็ได้ทราบถึงหลวงพ่อสด จึงทำให้ท่านได้พูดว่า
“คนเช่นเราไม่ใช่ไร้ปัญญา ชั่วก็รู้ ดีก็เห็น เราจะฆ่าตัวเราเองเพราะความปรารถนาทำไม ที่เขาพูดหาว่าเราอย่างนั้น บางคนคงจะไม่รู้จักคำว่า “ธรรมกาย” มีอยู่ที่ไหน หมายเอาใคร เขาอาศัยความไม่รู้มาว่าเราผู้ตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เมื่อผู้ไม่รู้มาติเตียนเรา ความไม่รู้ของเขาจะลบล้างสัจธรรมของพระพุทธศาสนาได้อย่างไร ถ้าจะกลบก็กลบได้เพียงชั่วคราว ไม่ช้าดวงแก้วของพระพุทธศาสนาก็จะเปล่งรัศมีให้ผู้มีปัญญาเห็นด้วยสายตาของตนเอง...”
ด้วยความที่มีคนไม่เข้าใจหลวงพ่อสดหลายเรื่อง จึงทำให้เกิดเหตุการณ์อันไม่คาดคิดขึ้น คือ เกิดอาชญากรรมขึ้นในวัด ซึ่งวันนั้นพระกมล ศิษย์ที่ถูกใจของหลวงพ่อสดในด้านเทศนา ใช้ปฏิภาณ และด้านปฏิบัติชั้นดี เทศนาหัวข้อธรรมเกี่ยวกับพระกรรมฐาน ซึ่งหลวงพ่อก็ฟังอยู่ด้วย และเมื่อเทศน์เสร็จแล้ว ในช่วงเวลาประมาณ 20.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ต่างคนก็ต่างแยกย้ายเตรียมกลับที่พักของตน
แต่ทันใดนั้นเอง.!!! มีผู้ร้ายเข้ามาลอบสังหารหลวงพ่อวัดปากน้ำที่หน้าศาลาการเปรียญ ขณะที่หลวงพ่อกำลังออกมาจากศาลาเพื่อกลับกุฏิ โดยผู้ร้ายได้ใช้ปืนยิงหลวงพ่อ ทำให้กระสุนถูกจีวรท่านทะลุ 2 รู และผู้ร้ายก็เอาปืนยิงนายพร้อม ซึ่งเป็นอุปัฏฐากผู้ติดตาม ทำให้กระสุนถูกปากนายพร้อมทะลุแก้ม เป็นแผลสาหัส แต่ไม่ถึงแก่กรรม
ครั้นภายหลังก็จับผู้ยิงได้ชื่อนายรอด แต่หลวงพ่อท่านก็เมตตาไม่ถือโทษโกรธ ไม่เอาเรื่องเอาความอะไรเลย แต่เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีด้านกฎหมายไม่ยอม จึงกราบเรียนหลวงพ่อว่า ต้องเป็นไปตามกฎหมาย เพราะหากไม่ทำตามกฎหมาย อีกหน่อยกฎหมาย จะไม่ศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นนายรอดที่ลอบยิงหลวงพ่อก็ติดคุกอยู่นาน จนกระทั่งถึงกำหนดวันที่นายรอดจะต้องออกจากคุก ซึ่งหลวงพ่อท่านได้เห็นในที่ และทักขึ้นว่า "วันนี้นายรอดออกจากคุก แต่จะไม่รอด" ซึ่งก็จริง ๆ คือ เมื่อนายรอดออกจากคุกมาแล้ว ก็โดนคู่อริยิงตายทันที
นับจากนั้น... ชื่อเสียงของหลวงพ่อก็โด่งดังขึ้นไปอีก จนมีศิษยานุศิษย์หันมาให้ความเคารพนับถือท่านอย่างล้นหลาม แต่คนไม่ชอบท่านก็ยังมีอยู่ จึงทำให้มีคนลอบวางยาพิษหลวงพ่อโดยแอบใส่ในภัตตาหารของท่าน แต่หลวงพ่อท่านก็เห็นในญาณท่านจึงรู้ล่วงหน้าก่อนทุกครั้ง และถ้าสำรับอาหารไหนมียาพิษ หลวงพ่อท่านจะเอาช้อนเงินจุ่มลงไปเพื่อพิสูจน์ให้ดู แล้วช้อนเงินก็จะเปลี่ยนเป็นสีดำทันที สิ่งที่น่าทึ่งมากก็คือ ผู้ที่แอบลอบวางยาพิษเพื่อทำร้าย หลวงพ่อไม่เคยทำสำเร็จเลยแม้แต่ครั้งเดียว อีกทั้งยังไม่มีใครทำอะไรท่านได้เลย ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้หลวงพ่อมีชื่อเสียงขจรขจายเลื่องลือขึ้นไปอีก คือ ดังอย่างไม่ต้องโหมโรง ทำให้ท่านมีลูกศิษย์ลูกหาเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ จนมีแต่คนบอกว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำศักดิ์สิทธิ์จริง แต่หลวงพ่อกลับบอกว่า “ธรรมกายต่างหากล่ะ..ที่ศักดิ์สิทธิ์”
ในช่วงหลวงพ่อทำวิชชาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่าอยู่ ๆ ก็มีลูกระเบิดตกลงกลางวงฉัน ทำให้ทุกคนตระหนกตกใจกันมาก แต่หลวงพ่อท่านก็นิ่ง ๆ แล้วบอกว่า
“ไหนให้ลองเอาระเบิดลูกนี้ไปพิสูจน์ดูสิว่า มันด้านรึเปล่า..?” ซึ่งปรากฏว่ามัน ไม่ด้าน..!! จึงเป็นเหตุทำให้เกิดความฮือฮาและแปลกใจกันอย่างสุดฤทธิ์สุดเดชว่า แล้วทำไมมันถึงไม่ระเบิด!!!
“ก็บุญและอานุภาพวิชชาธรรมกายล่ะซิ..” จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ และ หลังจากนั้นวิชชาธรรมกายก็ได้เผยแผ่อย่างกว้างไกลขึ้นไปอีก จนมีผู้หันมาสนใจนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมกันมาก และเข้าถึงพระธรรมกาย จนเกิดพยานทางศาสนาขึ้นอย่างมากมาย และกลายเป็นที่ยอมรับมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่บัดนั้น...
ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า หากวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อเป็นของเทียม คือมิใช่ของแท้หรือไม่ประกอบด้วยเหตุและผล หรือไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติแล้ว ถึงแม้จะโด่งดังได้..ก็จะโด่งดังเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แล้วก็จะดับไปในที่สุด แต่ตรงกันข้ามวิชชานี้กลับสืบทอดกันมาเป็นมรดกอย่างช้านาน อีกทั้งยังรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ ทำให้มีผู้สนใจและปฏิบัติธรรมตามอย่างท่านมายาวนานกว่า 100 ปีแล้ว (เริ่มนับตั้งแต่ พ.ศ. 2460 ซึ่งเป็นปีที่หลวงพ่อบรรลุธรรม ค้นพบวิชชาธรรมกาย)