วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เกิดมาผมก็เจอหลวงพ่อสดเลย


เกิดมาผมก็เจอหลวงพ่อสดเลย โดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ์ (อู๋)
ผม (อู๋) เกิดเมื่อปี 2498 ตอนเกิดก็ไม่ค่อยจะเหมือนใครเพราะคุณแม่เล่าว่าการคลอดของผมนั้นมันง่ายมาก ท่านบอกว่า "เหมือนไปขี้" คือพอปวดท้องจะคลอดก็เบ่งผมออกมาได้เลย เป็นการคลอดที่สะดวกสบายไม่ทำให้ท่านเจ็บเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ พอผมเกิดมาได้เพียงแค่ 1-2 วัน คุณแม่ผมก็อุ้มผมไปกราบหลวงพ่อสดที่วัดปากน้ำ แม้ว่าในสมัยนั้นการเดินทางไปวัดปากน้ำจะลำบากเพียงใดแต่คุณแม่ของผมท่านก็ไม่สนใจเพราะท่านเคารพหลวงพ่อสดเป็นที่สุด นี่คงเป็นสัญญาณนิมิตหมายให้ผมรู้กระมังว่าต่อไปจะต้องมาทำหน้าที่ช่วยหลวงพ่อสดในอนาคต ปัจจุบันผมทำงานให้หลวงพ่อและหลวงป๋ามากว่า 40 ปีแล้ว
คุณแม่เล่าว่าในสมัยนั้นเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่มีพระองค์ไหนจะมีชื่อเสียงโด่งดังไปกว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำเลย ดังนั้นคุณแม่ท่านจึงได้อุ้มผมไปให้ท่านตั้งชื่อให้ เพื่อที่คุณแม่จะได้นำชื่อนี้ไปแจ้งบันทึกลงในใบเกิด (สูติบัตร) ของผม โดยหลวงพ่อท่านจะถามวัน เดือน ปีเกิด และเวลาตกฟาก จากนั้นท่านก็จะนัดแนะว่าให้กลับมาเอาชื่อที่ท่านตั้งให้วันไหนอีกที ทุกวันนี้ผมจึงอดภูมิใจไม่ได้ว่าผมเกิดมาทันหลวงพ่อ และยังได้ไปกราบท่านตั้งแต่แรกเกิดเลย เมื่อคุณแม่ผมกลับไปเอาชื่อกับหลวงพ่อก็ต้องแปลกใจเพราะไม่เคยคิดว่าหลวงพ่อจะตั้งชื่อให้ผมแบบนี้ โดยหลวงพ่อท่านตั้งชื่อให้ผมว่า “อาดุลยเดช”
คุณแม่ผมก็แย้งท่านไปว่าหลวงพ่อจะให้ใช้ชื่อนี้ได้อย่างไร จะเป็นการสมควรหรือไม่เพราะเป็นชื่อที่ใกล้เคียงกับ....มาก หลวงพ่อท่านก็พูดยืนยันว่า “เด็กคนนี้ต้องใช้ชื่อนี้เท่านั้น” แล้วในชื่อของผมก็มีอักษร “สระอา” ด้วย จึงเป็นชื่อที่ไม่เหมือนใคร จะมีใครมาว่าได้อย่างไร คุณแม่ผมจึงต้องจำยอมตามคำหลวงพ่อ แต่ผ่านไปไม่กี่วัน คุณแม่ผมก็ต้องกลับไปที่วัดปากน้ำอีกครั้ง เพื่อให้หลวงพ่อท่านเปลี่ยนชื่อให้ผมใหม่ โดยบอกหลวงพ่อว่าไม่อยากให้ผมใช้ชื่อนี้ แต่หลวงพ่อสดท่านก็ยังยืนยันคำเดิมของท่านไม่ยอมเปลี่ยนให้ คุณแม่ผมก็จนใจเพราะเคารพและศรัทธาหลวงพ่อสดมาก ดังนั้นในใบเกิดของผมจึงเป็นชื่อ “ด.ช.อาดุลยเดช” เท่ซะไม่มี แต่ปัญหามันเกิดตอนที่ผมต้องไปโรงเรียนนี่ซิครับ ทั้งคุณครู ทั้งเพื่อนๆ ต่างก็มาถามผมว่าทำไมจึงใช้ชื่อนี้ไม่กลัวตำรวจจับหรือ (ตอนเป็นเด็กก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรนัก) ผมเลยใช้ชื่อนี้อยู่จนอายุได้ 9-10 ปีจึงไปเปลี่ยนชื่อซึ่งเวลานั้นหลวงพ่อท่านมรณะภาพไปแล้ว เพราะที่บ้านทนแรงกดดันจากคนอื่นไม่ไหว
มาถึงวันนี้ผมจึงอดภูมิใจไม่ได้ว่าผมได้เป็นเด็กคนหนึ่งที่หลวงพ่อสดท่านตั้งชื่อไว้ให้ คนในยุคนี้จะมีซักกี่คนที่เคยเจอหลวงพ่อสดเหมือนกับผม แล้วเมื่อผมโตขึ้นมาก็ยังได้ทำงานรับใช้หลวงพ่อและวิชชาธรรมกายตั้งแต่ผมยังหนุ่มๆ จนมาทุกวันนี้

เทวดาส่งเงิน 500 บาทมาสร้างพระมหาเจดีย์


เทวดาส่งเงิน 500 บาทมาสร้างพระมหาเจดีย์ โดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ์ (อู๋) 14 มีนาคม 2559
เมื่อวันที่ 12 มี.ค.59 ได้มีคณะบุคคลกลุ่มหนึ่งมาที่วัดหลวงพ่อสด (คุณหมอ ลูกชาย คุณป้อมและคณะ) ซึ่งคณะบุคคลกลุ่มนี้ก็คือกลุ่มเดียวกับที่เคยมาอัญเชิญพระของหลวงปู่เทพโลกอุดรให้แก่วัดหลวงพ่อสด เพื่อมอบให้แก่ผู้มาทำบุญสร้างพระมหสเจดีย์ของวัดมาแล้วนั่นเอง แต่ครั้งนี้เขามาเพื่อจะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุถวายแก่หลวงป๋าเป็นการเฉพาะ ตามคำบัญชาของหลวงปู่เทพโลกอุดร เพื่อเตรียมนำบรรจุไว้ในองค์พระมหาเจดีย์
ในส่วนของพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญได้มานั้นผมจะไม่ขอพูดถึง แต่เรื่องที่แปลกมหัศจรรย์ก็คือ นอกจากพระบรมสารีริกธาตุที่เสด็จปาฏิหาริย์เข้าไปอยู่ในดอกบัวแล้ว ครั้งนี้กลับมีแบงค์ 500 บาทหล่นลงมาจากอากาศด้วยอีก 1 ใบ ทั้งๆ ที่การทำพิธีนี้เชิญกันในห้องปิดมิดชิดภายในกุฏิของหลวงป๋า เหตุการณ์นี้สร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้อัญเชิญเป็นอันมาก เพราะพวกเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะเชิญแบงค์ แต่กลับมีแบงค์ 500 หล่นลงมาเอง แบงค์ 500 บาทใบนี้ก็เหมือนกับแบงค์ 500 บาททั่วๆ ไปนั่นแหละ เป็นเงินที่เอาไปใช้ได้จริงได้หล่นลงมาจากอากาศได้มาพร้อมกับพระบรมสารีริกธาตุองค์ใหญ่อีก 2 องค์ เงินนี้จึงเป็นเงินของเทวดาที่ต้องการมาร่วมสร้างพระมหาเจดีย์เป็นแน่ พวกเขาก็เลยรีบนำเงินนี้ไปถวายแก่หลวงป๋าพร้อมกับรวบรวมเงินกันเองในกลุ่มสมทบเพิ่มเข้าไปอีก เพื่อขอร่วมทำบุญไปกับเทวดาด้วย
นี่ก็หมายความว่าแม้แต่เทพเทวาท่านก็ยังอยากร่วมสร้างพระมหาเจดีย์องค์นี้ และท่านคงต้องการให้พระมหาเจดีย์สำเร็จโดยเร็ว ท่านเลยไปหาเงินมาร่วมสร้าง แต่ไม่รู้ว่าท่านไปเอาเงิน 500 บาทนี้มาจากไหน ผมเลยไปขอแลกแบงค์ 500 บาทใบนี้มาเก็บไว้เพื่อเป็นที่ระลึก และเป็นหลักฐานยืนยันว่ามีเทวดาเคยมาร่วมบุญสร้างพระมหาเจดีย์ของวัดหลวงพ่อสดจริง....นี่เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่เกิดมีขึ้น กลุ่มคณะนี้เขาเลยมากระซิบบอกกับผมว่า "สงสัยหลวงป๋าท่านคงจะเป็นพระโพธิสัตว์นะครับพี่อู๋" ผมก็ได้แต่หัวเราะ

ขึ้นไปกราบหลวงพ่อสด


ขึ้นไปกราบหลวงพ่อสด โดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ์ (อู๋)
ในสมัยที่ผม (อู๋) ยังเรียนอยู่ที่จุฬาฯ ได้มีโอกาสช่วยงานหลวงป๋า ตอนนั้นท่านยังไม่ได้บวช ท่านใช้ชื่อว่า “มงคลบุตร” ในการเผยแพร่วิชชาธรรมกายผ่านหนังสือต่างๆ ที่หลวงป๋าท่านเขียนรวบรวมขึ้นมาเป็นเล่ม โดยเฉพาะกัณฑ์เทศน์ต่างๆ ของหลวงพ่อสด และยังได้มีโอกาสไปช่วยหลวงป๋าทำรายการธรรมะสู่สันติทุกวันอาทิตย์ที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท. อีกด้วย
วันหนึ่งตอนเช้าตรู่ประมาณตี 4 ผมได้ฝันว่าได้พาเพื่อน 2 -3 คน ขึ้นไปบนฟ้า ไม่รู้ว่าเป็นที่ไหน แต่รอบตัวมีแต่อากาศว่างเปล่าเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา เมื่อมองไปตรงหน้าได้เห็นเป็นเหมือนโบสถ์สีขาวโปร่งแสงตั้งลอยเด่นอยู่กลางอากาศ ผมก็เลยพาเพื่อนๆ ลอยเข้าไปที่ทางเข้าโบสถ์ เดินแบบลอยๆ ตามขั้นบันไดไม่กี่ขั้นก็เข้าไปถึงในตัวโบสถ์ ภายในนั้นมองเห็นหลวงพ่อสดนั่งอยู่กลางโบสถ์เพียงองค์เดียว พวกผมก็คลานเข้าไปกราบท่านแล้วท่านก็ถามว่าชื่ออะไรกันบ้าง เพื่อนๆ ที่ไปด้วยกันก็ตอบรายงานชื่อของตัวเอง
แต่เมื่อมาถึงผม แทนที่ผมจะพูดชื่อของตัวเองผมกลับตอบท่านไปว่า “ผมชื่อเสริมชัยครับ” ในฝันตอนนั้นผมก็นึกแปลกใจตัวเองว่าทำไมผมจึงตอบหลวงพ่อไปอย่างนั้น ผมตอบท่านไปได้อย่างไรว่าชื่อเสริมชัย (เสริมชัยคือชื่อจริงของหลวงป๋า) หลวงพ่อสดท่านก็พยักหน้ารับทราบ แล้วผมก็ตื่นจากความฝัน ตื่นขึ้นมาก็ทบทวนความฝันนี้และคิดว่าคงเป็นฝันที่ไม่ได้เรื่องอะไร แต่ทำไมความฝันมันจึงชัดเจนและยังสามารถจดจำเรื่องราวและภาพต่างๆ ได้อย่างละเอียด
ต่อมาอีกไม่กี่วันก็ได้มีโอกาสไปพบหลวงป๋าท่านที่ทำงาน (USIS) ได้เล่าเรื่องความฝันนี้ให้ท่านฟัง เล่าไปก็อายและขำตัวเองที่ฝันเป็นตุเป็นตะไปได้แบบนี้คงจะเป็นฝันที่ใช้ไม่ได้ แต่หลวงป๋าท่านกลับบอกว่าเป็นนิมิตฝันที่ดีมาก ไม่แปลกเลยและเป็นนิมิตจริงที่น่าเชื่อถือ เพราะหลวงป๋าเองท่านก็เคยฝันแบบนี้มาแล้วเช่นกัน คือเมื่อท่านได้เจอหลวงพ่อสดในนิมิตครั้งแรกนั้น เมื่อหลวงพ่อสดถามท่านว่าชื่ออะไร หลวงป๋าก็ตอบหลวงพ่อสดไปว่าท่านชื่อ “วีระ” เช่นกันแทนที่จะตอบว่าชื่อเสริมชัย (วีระคือชื่อจริงของหลวงพ่อภาวนา) หลวงป๋าท่านอธิบายว่าในทางสายวิชชาแล้ว ใครถามว่าชื่ออะไร เราต้องตอบชื่อของอาจารย์ของเราเพื่อที่จะได้ทราบที่มาที่ไปว่าเรามาจากไหน เขาทำกันมาแบบนี้ตั้งแต่โบราณกาลแล้ว ผมจึงถึงบางอ้อว่านิมิตฝันที่เป็นจริงนั้นเป็นสิ่งที่เราไม่อาจที่จะคาดเดาได้

วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ญาณทัศนะที่แม่นยำ


ญาณทัศนะที่แม่นยำ เล่าโดย ทวีวีฒน์ เติมฤทธิ์ (อู๋) 1 ต.ค. 2559
ผม (อู๋) เคยซื้อบ้านที่หมู่บ้านเสนานิเวศน์ไว้หลังหนึ่ง คนในยุคที่ผมเป็นหนุ่มๆ คงจะจำกันได้ถึงโฆษณาของหมู่บ้านแห่งนี้ “เสนานิเวศน์ อยู่กันจนเป็นปู่” ซึ่งเป็นโฆษณาที่ฮอตฮิตมากในสมัยนั้น เมื่อจะซื้อบ้านจึงเลือกที่จะซื้อที่หมู่บ้านแห่งนี้ตามคำชวนเชื่อของโฆษณา อยู่มาได้ประมาณ 10 ปี ก็จำเป็นที่จะต้องย้ายเพื่อมาอยู่ที่บ้านหลังปัจจุบัน (ในซอยโชคชัย 4) บ้านที่เสนานิเวศน์จึงต้องประกาศขาย
เมื่อประกาศขายไปซักระยะหนึ่ง ก็มีผู้สนใจที่จะซื้อประมาณ 3-4 ราย มีทั้งผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงซึ่งดูแล้วก็เป็นผู้ที่มีเงินทองมากและมีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงระดับท่านแม่ทัพนายกอง ต้องการซื้อไปให้ลูกที่กำลังจะออกเรือน อีกรายก็เป็นผู้หญิงวัยกลางคนติดต่อเข้ามาและขอเข้ามาดูภายในบ้าน ท่าทางสนใจจริงถึงกับเอากล้องมาถ่ายรูปห้องต่างๆ และขอสำเนาผังแปลนบ้านและโฉนด เพื่อไปดำเนินการกู้ยืมกับทางธนาคาร
รายสุดท้ายประหลาดกว่ารายอื่นๆ เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัท True ติดต่อเข้ามา รายนี้โทรศัพท์ติดต่อเข้ามาเพียงครั้งเดียว เขาถามเพียงแค่ว่าตัวบ้านกว้างและยาวเท่าไหร่เท่านั้น การตกแต่งภายในก็ไม่สนใจจะซักถาม ผิดกับรายอื่นๆ ที่เขาจะถามว่ามีแอร์กี่ตัว มีกี่ห้องน้ำ ห้องน้ำตกแต่งอย่างไร ห้องนอนมีพรมไหม ฯลฯ เมื่อผ่านไปราว 1 อาทิตย์ก็มีเจ้าหน้าที่ (แต่ดูจากการแต่งตัวแล้วเหมือนช่างผู้รับเหมา) ขอเข้ามาเพื่อวัดขนาดกว้างและยาวของพื้นที่และตัวบ้าน วัดอยู่ไม่ถึง 10 นาทีก็ลากลับไป
ในใจของผมนั้นคิดว่า ในรายผู้หญิงวัยกลางคนนั้นน่าจะเป็นผู้ซื้อจริงมากที่สุด เพราะเธอเข้ามาดูบ้านและบอกพอใจบ้านของผมมาก นอกจากนั้นก็ได้ดำเนินการติดต่อกู้กับทางธนาคารแล้ว และต่อมาก็มีเจ้าหน้าที่ของธนาคารขอเข้ามาดูบ้านของข้าพเจ้า ดูท่าทางว่าจะจบที่รายนี้ค่อนข้างมาก
วันหนึ่งผมไปที่วัดหลวงพ่อสด อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นวัดที่ผมไปทำบุญเป็นประจำ เพราะนับถือและสนิทกับพระองค์หนึ่งซึ่งในที่นี้ขอเรียกท่านว่า “หลวงพ่อ” พระองค์นี้ผมสนิทสนมกับท่านมานาน และท่านก็รักผมเหมือนเป็นลูกเป็นหลานคนหนึ่ง วันนั้นผมแวะไปกราบท่านเพื่อจะสอบถามถึงเรื่องบ้านที่กำลังประกาศขาย
ข้าพเจ้า “หลวงพ่อครับ ตอนนี้ผมกำลังจะขายบ้าน มีคนติดต่อเข้ามา 3 รายครับ”
หลวงพ่อ “เออ แล้วมีใครบ้างล่ะ ไหนบอกมาซิ”
ข้าพเจ้า “มีคนที่อยู้บ้านใกล้ๆ กัน จะซื้อให้ลูกชายที่กำลังจะออกเรือน อีกคนเป็นผู้หญิงวัยกลางคนมาดูแล้วบอกว่าชอบมาก ตอนนี้กำลังติดต่อแบ๊งค์ขอทำเรื่องกู้อยู่ครับ แล้วอีกรายเป็นบริษัท True รายนี้แปลกมากถามแค่ว่าตัวบ้านกว้างยาวเท่าไหร่เท่านั้น.....” ยังไม่ทันที่ผมจะอธิบายต่อเลย หลวงพ่อก็พูดสวนขึ้นมาทันทีว่า
หลวงพ่อ “ข้าว่าไอ้ราย True นั่นแหละจะมาซื้อบ้านเธอ”
ข้าพเจ้า “จะเป็นไปได้อย่างไร เขาโทรมาหาเพียงครั้งเดียว รายละเอียดในบ้านก็ยังไม่เคยถามหรือเข้ามาดูเลย ไม่น่าเป็นไปได้นะครับ” ผมเถียงออกไปเพราะไม่เห็นด้วย
หลวงพ่อ “เออ แล้วเธอคอยดูไปก็แล้วกัน”
พูดตามตรง ผมไม่ค่อยเชื่อคำของหลวงพ่อเลยเพราะดูจากรูปการณ์แล้วมันไม่น่าจะเป็นไปได้ อยู่ต่อมารายที่อยู่หลังบ้านก็ทำเงียบไป (ตอนแรกทำท่าทางสนใจจริงจังถึงกับมาต่อรองราคาไว้) รายผู้หญิงวัยกลางคนก็ปรากฏว่าทางธนาคารไม่ปล่อยเงินกู้ให้ ส่วนราย True ก็เงียบไป 2 อาทิตย์ แล้วก็ติดต่อกลับมาว่าให้ผมไปรับเช็คที่บริษัทได้เลยซะงั้น
ผมละงงจริงๆ ว่ามันเป็นไปได้อย่างไร แต่มันก็เป็นไปแล้ว ผมไปรับเช็คเงินที่ขายบ้านได้จริงๆ หลวงพ่อท่านแม่นมากทำนายไว้แบบทันทีทันใด ตอนท่านทำนายท่านก็ไม่เห็นต้องมานั่งหลับตาอะไร ท่านพูดสวนขึ้นมาขณะที่ผมยังพูดไม่จบด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ท่านบอกกลับเป็นจริงทุกอย่าง นี่แหละที่เขาว่าอานุภาพของพระธรรมกายนั้นแม่นยำและรวดเร็วจริงๆ
ไม่ใช่แต่เฉพาะเรื่องบ้านเท่านั้น เรื่องงานก็เช่นเดียวกัน สมัยยังหนุ่มๆ ผมส่งใบสมัครงานเอาไว้ 2-3 ที่ ที่แรกเป็นบริษัทขายกาแฟ ที่ๆ สองเป็นบริษัทโกดัก (สมัยนั้นรุ่งเรืองมาก) และที่สุดท้ายเป็นบริษัทอุตสาหกรรมนมไทย ผมแวะไปหาหลวงพ่อที่กุฏิเห็นหลวงพ่อกำลังจะขึ้นรถตู้เพื่อไปธุระในวัด ผมก็รีบกระโดดตามหลวงพ่อขึ้นรถตู้ไปด้วยเพื่อจะถามท่านเรื่องสมัครงาน ขณะที่รถออกวิ่งผมก็รีบชิงถามหลวงพ่อก่อนเลย
ข้าพเจ้า “หลวงพ่อครับ ผมไปสมัครงานเอาไว้ 3 ที่ครับ มีบริษัทขายกาแฟ บริษัทโกดัก แล้วก็บริษัทอุตสาหกรรมนมไทย....” ผมพูดไปยังไม่ทันเสร็จหลวงพ่อก็พูดตอบมาทันที
หลวงพ่อ “ข้าว่า เธอ (เอ็ง) จะได้งานที่บริษัทอุตสาหกรรมนมไทยนะ”
ข้าพเจ้า “จริงหรือครับหลวงพ่อ”
หลวงพ่อ “เออ”
แล้วก็เป็นไปตามที่หลวงพ่อบอก ไม่ถึงอาทิตย์ทางบริษัทอุตสาหกรรมนมไทยติดต่อกลับมา พร้อมนัดสัมภาษณ์แล้วให้เริ่มทำงานได้ทันที เป็นอย่างไรบ้างครับ ญาณทัศนะของผู้ที่ถึงธรรมกายชั้นสูง มันช่างแม่นยำเที่ยงตรงและรวดเร็วอะไรเช่นนี้

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559

พระโพธิสัตว์ (2)

พระโพธิสัตว์ (2) โดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ์ (อู๋) 28 ก.ย. 2559
เมื่อคืนนี้ขณะที่ผมกำลังนั่งสมาธิอยู่ก็ปรากฏว่าอยู่ดีๆ ก็นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่ผมทราบมานานกว่า 30 ปีแล้วก็ตาม สงสัยว่าเบื้องบนท่านคงต้องการให้ผมเล่าออกไปเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ทราบ กระมัง
ตอนที่แล้วผมได้เล่าไปว่าผู้ที่จะเป็นพระโพธิสัตว์โดยเฉพาะ "นิยตะโพธิสัตว์" (ได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าแล้ว) ท่านจะมีฉัตรอยู่เหนือพระเศียรของพระธรรมกาย ซึ่งที่ผ่านมาเท่าที่ผมทราบก็แทบจะไม่มีใครมีเลยที่จะมีฉัตรนอกจากท่านอาจารย์เสริมชัย พลพัฒนาฤทธิ์ (ชื่อเดิมของหลวงป๋า) เรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์ของท่านอีกเช่นกัน
หลังจากที่ผมได้รู้จักท่านอาจารย์เสริมชัยแล้ว ผมก็หมั่นไปช่วยงานเผยแพร่ธรรมะและวิชชาธรรมกายของท่าน ผ่านไปราวๆ 2 ปีผมก็เริ่มคุ้นเคยและสนิทสนมกับท่านผมจึงมีโอกาสได้รู้เรื่องบางอย่างของ ท่าน หลังจากที่ท่านอาจารย์เสริมชัยได้ธรรมกายแล้วและเห็นว่ามีฉัตรปรากฏอยู่ที่ เหนือองค์พระธรรมกายของท่าน ท่านก็เลยมั่นใจว่าท่านจะต้องเดินหน้าเข้าสู่ทางธรรมและมุ่งมั่นในการสร้าง บารมีต่อไป ท่านก็เลยตัดสินใจเข้าไปในห้องพระแล้วจุดธูปอธิษฐานต่อหน้าพระพุทธรูปในห้อง พระของท่าน โดยท่านได้เอ่ยคำอธิษฐานขอสร้างบารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระพุทธเจ้าองค์ต้นๆ ได้โปรดมาเป็นพยานในการสร้างบารมีของท่านด้วย
พอวันรุ่งขึ้นก็ปรากฏเหตุอัศจรรย์ขึ้นมา คืออยู่ดีๆ ก็ปรากฏว่ามีเนื้อนูนขึ้นมาที่กลางฝ่ามือทั้งสองและที่กลางฝ่าเท้าทั้งสอง ของท่าน เกิดมีเนื้อนูนขึ้นมาเป็นรูปกลมๆ แบบเดียวกับรูป "ธรรมจักร" ซึ่งเป็นเรื่องที่ท่านเองก็ไม่ได้คาดคิด เครื่องหมายธรรมจักรนี้ได้เกิดขึ้นมาเองหลังจากที่ท่านอธิษฐานอย่างเป็นทาง การขอสร้างบารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตต่อหน้าพระพุทธรูป เป็นเรื่องที่ไม่มีในตำราและไม่เคยมีใครพูดถึงมาก่อน เพราะน้อยคนนักที่จะมีประสบการณ์แบบนี้ได้ เครื่องหมายพระธรรมจักรนี้ได้เกิดขึ้นอยู่นานราวๆ 7 วันแล้วก็จางหายไป เบื้องบนท่านคงจะแสดงให้ท่านอาจารย์เสริมชัยได้รู้ว่าเบื้องบนรับทราบแล้ว และคงเป็นการให้กำลังใจแก่ท่านอาจารย์เสริมชัยในการที่จะสร้างบารมีต่อๆ ไปนั่นเอง เรื่องนี้ผมเขียนขึ้นมาโดยที่ไม่ได้ขออนุญาตจากท่าน เพราะถ้าผมขออนุญาตแล้วท่านก็คงไม่อนุญาตอยู่ดี แต่เป็นเรื่องที่ผมทราบมาขณะตอนที่ท่านยังไม่ได้บวช ยังไม่ได้มาเป็นพระโพธิสัตว์เต็มรูปแบบเหมือนทุกวันนี้

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

หลวงพ่อภาวนา "ฉันจะไปอยู่กับหลวงพ่อสด" โดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ์ (อู๋) 25 ก.ย. 2559


หลวงพ่อภาวนา "ฉันจะไปอยู่กับหลวงพ่อสด" โดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ์ (อู๋) 25 ก.ย. 2559
ข้อความนี้คือคำพูดสุดท้ายของหลวงพ่อภาวนา (วีระ คณุตตโม) อดีตอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนา วัดปากน้ำภาษีเจริญ ที่ได้พูดกับคุณหมอที่ดูแลท่านในวันสุดท้าย ท่านจะไปช่วยงานของหลวงพ่อสดและกลับไปอยู่ในที่ๆ ท่านเคยจากมา ต่อจากนี้เราจะไม่ได้เห็นท่านไปงานบุญกฐินที่วัดหลวงพ่อสดอีกแล้ว 20 กว่าปีแล้วที่ผมได้เห็นหลวงพ่อภาวนามางานบุญกฐินของวัดหลวงพ่อสด ท่านมาอย่างสม่ำเสมอทุกปีไม่เคยขาดเลยเพื่อร่วมบุญกับหลวงป๋าศิษย์รักของท่าน และมาดูความเจริญเติบโตของวัดหลวงพ่อสดที่ท่านมีส่วนสร้างขึ้นมาจากผืนนาอันรกร้าง กลายมาเป็นวัดป่าที่อุดมสมบูรณ์ด้วยต้นไม้ใหญ่เหมาะแก่การพักอาศัยของภิกษุ ผู้ต้องการปฏิบัติธรรมและศึกษาปริยัติธรรม ตอนนี้ก็เป็นหน้าที่ของพวกเราแล้วที่จะต้องช่วยกันดูแลรักษาให้วัดหลวงพ่อสดเจริญรุดหน้าต่อไป....อาลัยรักและเคารพหลวงพ่อภาวนา
ผมเชื่อโดยสนิทใจว่าหลวงพ่อภาวนาท่านจะเกิดมาอีกเพียงชาติเดียว โดยท่านจะเกิดมาเพื่อเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านเกิดมาในชาตินี้ก็เพื่อช่วยหลวงพ่อสดและหลวงป๋าในการเผยแพร่วิชชาธรรมกาย ตามคำบัญชาของพระพุทธเจ้าองค์ต้นๆ จึงไม่แปลกใจเลยที่หลวงพ่อภาวนาท่านจะออกมาปกป้องหลวงป๋าทุกครั้งที่มีผู้ไม่หวังดีคอยพูดจายุแหย่โจมตีกล่าวร้ายหลวงป๋า มีแต่หลวงพ่อภาวนาเท่านั้นที่ลุกขึ้นมาปกป้องหลวงป๋า ท่านจะออกมาเพื่อปรามผู้กล่าวร้ายนั้นจนในที่สุดเห็นว่าคนเหล่านั้นยังไม่ยอมหยุด ท่านจึงประกาศออกไปว่า "หากใครจะมาว่าอะไรเสริมชัย (ชื่อจริงของหลวงป๋า) ก็ให้มาว่าได้ที่ฉันนี่" ทำให้ผู้ไม่หวังดีเหล่านั้นต้องเงียบเสียงลงไป
ผมจึงได้พยายามพาเพื่อนๆ และคนรู้จักให้มาทำบุญกับท่าน เพราะเราเกิดมาแล้วมีโอกาสยากมากที่จะได้มาทำบุญกับพระระดับพระปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อพบแล้วก็ต้องหมั่นทำบุญกับท่าน พวกเราโชคดีมากนะครับที่ได้ทำบุญกับท่าน สังเกตุใบหูของท่านซิครับ เหมือนใบหูของพระพุทธรูปชัดๆ น่าใจหายนะครับ ที่วันนี้ท่านไม่ได้อยู่กับพวกเราแล้ว
เมื่อท่านละสังขารไปแล้วผมก็ได้รับโทรศัพท์จากน้องท่านหนึ่งที่ได้สอดญาณตรวจสอบเรื่องราวต่างๆ เขาโทรมาหาผมด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นว่า "พี่อู๋ครับ ผมไม่เคยเจออะไรอย่างนี้มาก่อนเลย ตอนแรกผมตรวจดูว่าท่านจะไปอยู่ที่ไหน ตรวจอย่างไรก็หาท่านไม่พบ จนต้องกราบขอให้หลวงพ่อสดช่วยจึงได้พบวิมานของหลวงพ่อภาวนา ท่านอยู่ในเขตวงบุญพิเศษบนชั้นดุสิตไม่ไกลจากวิมานของหลวงพ่อสด วิมานของท่านไม่เหมือนใครเพราะเป็นศิลปะแบบนครวัดนครธมสวยงามและใหญ่โตมาก ที่แปลกสุดๆ ก็คือกายของท่านไม่ได้เป็นกายเทพบุตรเหมือนเทวดาองค์อื่นๆ แต่กายของท่านเป็นพระธรรมกายครับ"
หลวงพ่อภาวนาบอกกับลูกศิษย์ที่จะไปดูคอนเสิร์ตว่า “ไปเหมือนไม่ได้ไป”
วันหนึ่งลูกศิษย์ที่มานั่งสมาธิกับหลวงพ่อภาวนาในกุฏิของท่านที่วัดปากน้ำ ได้นัดแนะกันว่าเมื่อนั่งสมาธิเสร็จแล้วจะรีบเดินทางไปดูคอนเสิร์ตของเบิร์ด ธงไชยที่จัดขึ้นที่เมืองทองธานี บัตรก็มีพร้อมกันอยู่แล้ว เมื่อนั่งสมาธิเสร็จสาวๆ กลุ่มนี้ก็รีบลุกขึ้นเพื่อรีบไปขึ้นรถทันที หลวงพ่อภาวนาเห็นก็เลยถามไปว่าจะรีบไปไหนกัน ลูกศิษย์กลุ่มนี้ก็บอกว่าจะรีบไปดูคอนเสิร์ตของเบิร์ดค่ะ
อยู่ๆ ก็ได้ยินหลวงพ่อภาวนาพูดขึ้นมาให้ได้ยินทั่วกันว่า "ไปก็เหมือนไม่ได้ไป" แล้วท่านก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เมื่อได้ยินหลวงพ่อพูดอย่างนั้นต่างก็งงว่าหลวงพ่อจะบอกอะไร (สงสัยท่านจะพูดเป็นปริศนาธรรมว่าทุกอย่างในโลกไม่มีอะไรมั๊ง) ท่านพูดเสร็จก็ไม่ยอมพูดต่อได้แต่ยิ้มน้อยๆ ทั้งๆ ที่ยังไม่เข้าใจแต่ก็ไม่มีเวลาคิด ต่างก็รีบเดินออกจากวัดปากน้ำเพื่อขึ้นรถไปเมืองทองธานีทันที
ระหว่างทางก่อนถึงเมืองทองธานีปรากฏว่ารถติดวินาศสันตะโร เนื่องจากในเมืองทองมีทั้งงานคอนเสิร์ตและงานแสดงสินค้าจัดขึ้นพร้อมกัน ผู้คนมากมายต้องใช้เวลานานกว่าจะเข้าไปถึงเมืองทองได้ พอไปถึงสถานที่จัดคอนเสิร์ตก็ช้าไปมาก คอนเสิร์ตแสดงไปจนใกล้จะเลิกแล้ว ตกลงกันว่าไม่ดูแล้วคอนซงคอนเสิร์ตกลับบ้านกันดีกว่า เพราะหมดอารมณ์และเหนื่อยมากกับการเดินทางครั้งนี้ พลันเสียงของหลวงพ่อก็ดังเข้ามาในหูอีกว่า "ไปก็เหมือนไม่ได้ไป" อ๋อ...เพิ่งจะเข้าใจ แหมหลวงพ่อท่านน่าจะอธิบายขยายความอีกนิดก็จะดี 555 (หลวงพ่อท่านคงบอกว่าเตือนแล้วไม่ฟังกันเอง)

ยากพูดเรื่องกามกิเลส โดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ์ (อู๋) 26 ก.ย. 2559


อยากพูดเรื่องกามกิเลส โดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ์ (อู๋) 26 ก.ย. 2559
นี่คือกิเลสตัวใหญ่ที่ร้ายที่สุดและเอาชนะยากที่สุด เพราะเป็นกิเลสที่เกี่ยวเนื่องกับการเกิด ใครที่ต้องมาเกิดก็ต้องมาแก่ มาเจ็บ ต้องมาตายทุกคน ถ้าก่อนตายเราสามารถเอาชนะกามกิเลสได้เราก็เข้าใกล้นิพพานเต็มที่แล้ว
พระท่านมักสอนให้เราพิจารณาอสุภกรรมฐาน คือการไปดูรูปซากศพต่างๆ เพื่อให้เห็นว่าร่างกายของเรานี้มันไม่ได้น่าดูน่าชมเลย มันมีแต่เลือด เนื้อ น้ำเหลือง น้ำหนอง กระดูก ไขมัน อวัยวะต่างๆ ตับ ไต ไส้พุง ถุงน้ำดี ปอด หัวใจ ฯลฯ ผมก็ดูรูปซากศพและรูปอวัยวะต่างๆ มาเป็นสิบๆ ปี ดูแล้วก็รู้สึกว่าภายในของมนุษย์จริงๆ แล้วมันไม่ได้น่าดูน่าชมเลย แต่ผมดูแล้วมันก็ยังไม่สามารถตัดกามกิเลสลงได้
ที่จริงการเอาชนะกามกิเลสมันต้องใช้การคิดพิจารณาโดยใช้ปัญญาต่างหาก การดูแต่รูปมันยังเอาชนะกิเลสตัวใหญ่นี้ไม่ได้ การตัดกิเลสจะต้องตัดด้วยปัญญา (วิชชา) ถ้าเราตัดตัวกามกิเลสได้แล้วกิเลสตัวอื่นๆ ก็จะถูกตัดต่อเนื่องกันไป เหมือนการตัดห่วงโซ่ เราตัดตรงไหนโซ่ก็ขาดออกจากกันไปเอง เราต้องใช้ปัญญาค่อยๆ คิดพิจารณาเรื่องกามกิเลส ดูมันในหลายๆ ด้านหลายๆ มิติ ดูให้รอบ จับมันหงายขึ้นมาดู แยกส่วนมันออกมา ผมไม่ได้พูดเล่นๆ หรือพูดให้ดูดี แต่เราต้องศึกษามันให้ละเอียดเพราะมันเป็นกิเลสตัวสำคัญที่ปราบได้ยากที่สุด เนื่องจากมันอยู่มันฝังกับเรามานานแสนนาน
เริ่มจากเราต้องรู้ก่อนว่าในสมัยที่มนุษย์แรกเริ่มลงมาเกิดนั้น เดิมมนุษย์เรามาจากพวกพรหมชั้นอาภัสสราพรหม แล้วลงมากินง้วนดินซึ่งก็คือดินยุคแรกที่เย็นตัวลง ยังมีความสะอาดบริสุทธิ์สีขาวดุจน้ำนม ง้วนดินสีขาวนี้มีกลิ่นหอมยั่วยวนให้พวกอาภัสสราพรหมได้ลองลิ้มชิมดู แล้วมันก็อร่อยชื่นใจซะด้วย เมื่อพรหมเหล่านี้ได้กินง้วนดินซึ่งเป็นของหยาบเข้าไปจึงทำให้ร่างกายเปลี่ยนจากร่างทิพย์กลายเป็นร่างกายหยาบขึ้นมาจนไม่สามารถเหาะกลับขึ้นไปอีกได้ เลยต้องมาอยู่บนโลกเป็นมนุษย์ในยุคแรกของโลก หลังจากนั้นต่อมาพรหมพวกนี้จึงเกิดความพึงพอใจในกันและกันอวัยวะเพศชายหญิงจึงเกิดมีขึ้นมา
ประเด็นมันอยู่ตรงที่พวกเรานั้นมีบรรพบุรุษเป็นพรหม ซึ่งพวกพรหมนั้นก็คือพวกที่ไม่มีเพศคือไม่มีการแบ่งเพศชายเพศหญิงเพราะไม่มีอวัยวะเพศ เพราะผู้ที่จะไปเป็นพรหมได้คือพวกที่ไม่มีความสนใจทางเพศ (ถือพรหมจรรย์) ผิดกับพวกเทวดาที่ยังมีเทพบุตรและเทพธิดา เทวดายังมีการเสพกามแบบละเอียด พรหมจึงเป็นผู้ที่มีคุณธรรมสูงกว่าเทวดา อายุก็มากกว่า อยู่ชั้นสูงกว่า ละเอียดกว่า รัศมีก็สว่างกว่าเทวดา เราจึงต้องเตือนตัวเองไว้เสมอว่าเรานั้นมาจากพรหมซึ่งไม่มีเพศ แล้วทำไมเราจึงต้องไปสนใจเรื่องกามกิเลสทางเพศด้วยเล่า เราจะตัดความต้องการทางเพศเพื่อกลับไปเป็นพรหมเหมือนกับที่เราเคยเป็น ผู้สำเร็จหรือศาสดาในทุกศาสนาต่างก็ถือพรหมจรรย์ด้วยกันทั้งนั้น
ขั้นต่อไปก็ให้พิจารณาว่าคนเรามันสวยมันงามตรงไหน อ๋อ...เพราะมันถูกตาต้องใจเรานี่เอง มันสวยหล่อตรงสเปคของเรา แต่แท้จริงแล้วมันก็สวยหล่อแค่ที่ผิวหนังเท่านั้น ลองลอกผิวหนังออกดูจะเห็นว่ามันก็เป็นแค่ก้อนเนื้อและเลือดเท่านั้น ที่เดินไปเดินมาอยู่นั้นก็แค่ก้อนเนื้อแดงๆ แทบจำกันไม่ได้ว่าใครเป็นใคร ลองเอาคนที่สวยที่สุดมาลอกผิวหนังออกดูแล้วเรายังจะเห็นว่าสวยอยู่อีกไหม ต่อไปถ้าเราเห็นใครว่าสวยว่างาม ผมจับลอกผิวหนังออกหมดแหละ เออ...ไม่มีใครสวยอีกเลย มันก็แค่ก้อนเนื้อที่ห่ออวัยวะน้อยใหญ่ไว้เหมือนกันหมด ความกำหนัดทางเพศก็แทบจะหมดไปในทันที
ขั้นสุดท้ายที่เราต้องต่อสู้กับกามกิเลสก็คือเจ้าตัวสัญญาความจำ เพราะมันจะมาตอนที่เราเผลอสติ ความสวยความงามและความต้องการทางกามกิเลสนั้นมันมาจากความจำได้หมายรู้ที่ผ่านๆ มา เพราะเจ้าตัวกามกิเลสนี้มันอยู่กับเรามานาน เรายังติดตราตรึงใจในรสสัมผัสของมัน พอเห็นใครถูกตาต้องใจแล้วเราก็มักจะเกิดความชอบใจพอใจในสิ่งที่เราเห็น มันเกิดความพอใจเพราะเราจดจำมันได้ เราจึงอยากได้ความสัมผัสนั้นอีก ขั้นนี้ซิยาก....เราจะลบความจำได้หมายรู้นั้นออกไปได้อย่างไร มันลบไม่ออกหรอกครับ เพราะเราสั่งสมกามสัมผัสนี้มานานนับภพนับชาติไม่ถ้วน เราต้องสู้กับมันด้วยปัญญา (วิชา) ด้วยการพิจารณาทำความเข้าใจและสอนตัวเองว่าผู้หญิงหรือผู้ชายมันก็เป็นแค่ก้อนเนื้อเหมือนกัน มีหัว ผม ตา จมูก แขน ขา อวัยวะภายในเหมือนกันทุกอย่าง ผู้หญิงหรือผู้ชายก็เหมือนๆ กัน ที่แตกต่างกันก็แค่อวัยวะเพศ เพราะโลกนี้มันต้องมีการสืบต่อเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ มันต้องมีลูกมีหลานเพื่อสร้างคนรุ่นต่อๆ ไปเท่านั้น ไม่ใช่เอาอวัยวะนี้มาใช้เพื่อความบันเทิง เราต้องหมั่นไตร่ตรองพิจารณาเพื่อตัดกามกิเลสนี้ ไม่นานหรอกครับ มันก็เหมือนกับการหุงข้าว กว่าที่ข้าวสารจะถูกหุงจนเป็นข้าวสวยมันต้องใช้เวลาในการหุง ก็แค่ตั้งข้าวไว้แล้วหมั่นเติมเชื้อฟืนอย่าให้ไฟมอด พอถึงที่ถึงเวลาข้าวมันก็จะสุกของมันเอง
นี่จึงเป็นวิธีคิดที่ผมหมั่นเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า ความต้องการทางเพศไม่ใช่ความปรารถนาของผม ผมไม่ต้องการและไม่สนใจในเรื่องเพศ ผมต้องการกลับไปเป็นพรหมเหมือนกับที่ผมเคยเป็นมา ผมไม่อยากกลับมาเกิดมาตายอีกแล้ว...มันเบื่อและสงสารตัวเองครับ