วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ที่มาของชื่อพระรุ่น “เทพนิมิต” วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี



ที่มาของชื่อพระรุ่น “เทพนิมิต”
วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ได้ดำเนินการก่อสร้างหอฉัน (ตึกสมเด็จฯ) ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นโรงครัวของวัดและเป็นที่ฉันภัตตาหารของพระภิกษุ และเป็นที่ประกอบกิจกรรมทางพระศาสนา
การสร้างพระรุ่นนี้ได้มีการนำผงวิเศษที่เหลือจากการสร้างพระของขวัญรุ่น 1 รุ่น 2 และรุ่น 3 ซึ่งสร้างสมัยหลวงพ่อสดยังมีชีวิตอยู่ พร้อมทั้งผงจากพระของขวัญรุ่น 4 ผงว่าน 108 ผงจากเกสรดอกไม้ที่ใช้บูชาพระของวัดหลวงพ่อสด เส้นเกสาของหลวงพ่อภาวนาโกศลเถระ (วีระ คณุตโม) ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาของวัดปากน้ำภาษีเจริญ และที่พิเศษคือได้มีการนำผงเหล็กไหลตัดสดของอาจารย์วิน แคล้วคลาด มาบดให้เป็นผงผสมลงไปในการสร้างพระรุ่นประวัติศาสตร์เทพนิมิต (รุ่นพิเศษ 19999) นี้ด้วย
พระชุดนี้ได้เข้าพิธีอธิษฐานจิตในแนววิชชาธรรมกายหลายครั้ง (ทำกันอย่างประณีต) โดยร่วมกันเดินวิชชาตลอดพรรษาของปี 2540 นำโดยท่านเจ้าอาวาสพระมหาเสริมชัย ชยมังคโล (หลวงป๋า) และพระสงฆ์ที่บรรลุวิชชาธรรมกายชั้นสูงแล้วอีกหลายรูป โดยได้น้อมจิตอาราธนาพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ต้นธาตุต้นธรรมที่สุดละเอียด พร้อมทั้งอาราธนาหลวงพ่อสด อดีตเจ้าอาวาสวัดปากน้ำผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย และครูบาอาจารย์ที่อธิษฐานจิตทำหน้าที่ดูแลรักษาพระศาสนา อาทิเช่น หลวงปู่เทพโลกอุดร หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ฯลฯ มาร่วมอธิษฐานจิตตั้งผังความศักดิ์สิทธิ์ให้เกิดแก่พระชุดนี้อย่างเต็มที่ ให้สมกับที่จะเป็นพระชุดประวัติศาสตร์ของวัดหลวงพ่อสดและของประเทศชาติต่อไป
นอกจากนั้นยังได้อัญเชิญเทพพรหมฝ่ายสัมมาทิฐิผู้ทรงฤทธิ์อานุภาพเช่น ท้าวสักกะเทวราช (พระอินทร์) พญานาค พญาครุฑ พญาเหล็ก ฯลฯ เข้าร่วมอธิษฐานจิตให้กับพระชุดนี้อีกคำรบหนึ่งด้วย
ทางวัดตั้งใจที่จะมอบพระชุดนี้ให้แก่พุทธศาสนิกชนที่ดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอัน ดี เพื่อนำมาใช้เป็นพุทธานุสติ เป็นเครื่องระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เพื่อคุ้มครองผู้มีไว้บูชาให้รอดพ้นจากภัยต่างๆ ในยุคนี้ โดยอธิษฐานจิตให้ครอบคลุมพุทธคุณ 9 ประการคือ แคล้วคลาด มหาอุดคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม มหาอำนาจ มหาลาภ คุ้มกันสรรพภัย (รวมถึงภัยจากสงครามนิวเคลียร์) ป้องกันภัยจากเขี้ยวงาอสรพิษ คุ้มกันภัยจากคุณไสย-ไข้ป่า ป้องกันภูติผีปีศาจ และที่พิเศษสุดคือมีการตั้งผังพลิกธาตุพลิกธรรมให้เป็นฝ่ายสัมมาทิฐิ เพื่อให้ผู้ที่มีไว้ติดตัวจะได้มีจิตใจฝักใฝ่ในการบุญการกุศลอีกด้วย
เมื่อสร้างพระชุดนี้เสร็จ หลวงป๋าท่านก็ได้แจกให้แก่พระภิกษุที่อยู่ภายในวัดหลวงพ่อสดท่านละ 1 องค์ พระที่ท่านได้รับไปต่างก็ได้รับประสบการณ์กันหลายท่าน เช่น โดนของมีคมต่างๆ บาดแต่ไม่เข้าในขณะควบคุมการก่อสร้างภายในวัดจนเป็นที่อัศจรรย์ โดยมีพยานบุคคลที่สามารถยืนยันได้ เช่น พระมหาถิรเดช พระมหาสุจิตต์ และสามเณรชัยวัฒน์ เป็นต้น
สำหรับที่มาของชื่อรุ่น “เทพนิมิต” นั้น เนื่องจากได้มีเทพธิดาองค์หนึ่งมานิมิตให้กับตัวผมเอง (ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ์-อู๋) โดยเหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นเมื่อเวลาใกล้รุ่งของวันที่ 21 กันยายน 2540 ในนิมิตฝันนั้นได้มีเทพธิดาองค์หนึ่งเดินเข้ามาหา เทพธิดาองค์นี้มีใบหน้ายิ้มแย้มผิวขาวหมดจดงดงาม อายุประมาณ 16-17 ปี สูงประมาณ 165 ซ.ม. ตัดผมสั้น แต่งชุดขาวเหมือนคนไปวัดทั่วไป เมื่อมายืนอยู่ตรงหน้าผมแล้วก็เอามือชี้มาที่บริเวณหน้าอกของผมแล้วพูดโดย ไม่ได้เปิดปากด้วยเสียงอันไพเราะอ่อนหวานขึ้นมาว่า “พระองค์ที่แขวนอยู่นั้น เป็นพระที่ดีมีรัศมีสว่างมาก แต่สว่างเหมือนเวลา 8 โมงเช้า” ซึ่งพระที่ผมแขวนอยู่ในฝันและเป็นพระที่ผมใช้อยู่ประจำนั้น เป็นพระกรุเก่าแก่จากกรุที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง แล้วท่านเทพธิดาองค์นั้นก็ยังพูดต่อไปอีกว่า “แต่ก็สู้พระองค์นี้ไม่ได้ เพราะพระองค์นี้มีรัศมีสว่างเหมือนพระอาทิตย์ในเวลาเที่ยงวัน” พร้อมกับยื่นพระองค์หนึ่งส่งมาให้ผมดู
ผมรับพระองค์นั้นมาพิจารณาดูอยู่ครู่หนึ่งก็มีความคิดว่า พระองค์นี้เป็นพระอะไรไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นพระผงสีขาวสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ตรงด้านหลังกลางองค์พระมีของสิ่งหนึ่งลักษณะคล้ายแก้วใสขนาดเล็กฝังอยู่ด้วย ล้อมรอบด้วยอักษรขอม 3-4 ตัว แต่อ่านไม่ออกไม่ทราบว่าเขียนว่าอะไร เมื่อพลิกมาที่ด้านหน้าองค์พระก็เห็นว่าเป็นรูปพระพุทธรูปองค์หนึ่ง พยายามเพ่งดูอยู่นานจึงมั่นใจว่ายังไม่เคยเห็นมาก่อนแน่นอน ในใจคิดว่าพระองค์นี้จะดีจริงอย่างที่ท่านเทพธิดาบอกหรือเพราะพระก็มีขนาด เล็กนิดเดียว จากนั้นก็สะดุ้งตื่นแต่ก็ยังสามารถจดจำเรื่องราวต่างๆ ได้ดี เพราะเป็นนิมิตที่แปลกประหลาดไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต และเป็นนิมิตที่ชัดเจนเหมือนว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ
ในวันเดียวกันนั้นเองซึ่งเป็นวันอาทิตย์ ผมและภรรยาได้ไปทำบุญที่วัดหลวงพ่อสด อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี เพื่อร่วมงานทอดผ้าป่าของวัดซึ่งจัดโดยพระนวกะ (พระบวชใหม่) เมื่อไปถึงวัดแล้วผมก็ชอบปลีกตัวไปหาที่นั่งสมาธิ โดยได้เข้าไปนั่งที่ชั้นลอยใต้ถุนโบสถ์ของวัดหลวงพ่อสดเพราะเป็นที่สัปปายะ ไม่มีใครรบกวนเหมาะแก่การนั่งสมาธิเป็นอย่างมาก หลังจากที่นั่งสมาธิเสร็จผมก็ได้ขึ้นไปที่บนโบสถ์เพื่อกราบพระประธานและพระ ศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ก็ได้พบกับพระวิวัฒน์ชัยซึ่งดูแลโบสถ์และมีความคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ท่านได้ทักทายผมว่า “โยมอู๋ได้เห็นพระชุดใหม่ของวัดหรือยัง” ผมก็ตอบท่านไปว่า “เคยแต่ได้ยินว่าที่วัดจะออกพระชุดใหม่แต่ยังไม่เคยเห็นครับ” ท่านวิวัฒน์ชัยจึงได้หยิบพระมาให้ดูองค์หนึ่ง เมื่อผมเห็นก็ต้องตกตะลึงเพราะองค์พระมีลักษณะเหมือนกับพระที่ท่านเทพธิดานำ มาให้ดูไม่ผิดเพี้ยน ทั้งขนาด สีสันขององค์พระ และการฝังเม็ดพลอยขนาดเล็กที่ตรงกลางพระด้านหลัง และยังมีอักษรขอมเขียนไว้ 4 ตัว (สัมมา อะระหัง) ที่ด้านหลังอีกด้วย
ผมจึงบอกท่านวิวิฒน์ชัยไปอย่างตื่นเต้นว่า “ผมเคยเห็นพระองค์นี้มาแล้ว แต่เห็นในนิมิตฝันเมื่อเช้าวันนี้เองครับ” พร้อมกับเล่าความฝันให้ท่านฟัง ท่านฟังเสร็จก็พลอยตื่นเต้นไปกับผมด้วยเพราะเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ เหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ แล้วพระชุดนี้ก็เพิ่งจะออกมาใหม่แต่ก็สร้างปรากฏการณ์ความศักดิ์สิทธิ์ขึ้น มาภายในระยะเวลาอันสั้น
หลังจากนั้นเมื่อผมได้พบหลวงป๋าผมก็ได้เล่าเรื่องนี้ให้ท่านฟัง แล้วจึงขออนุญาตท่านว่าขอให้พระชุดนี้มีชื่อเรียกว่ารุ่น “เทพนิมิต” เพื่อเป็นที่ระลึกว่าเป็นรุ่นที่ท่านเทพธิดาได้มาการันตีว่าเป็นพระที่ดีที่ สุดรุ่นหนึ่ง หลวงป๋าท่านได้ฟังเรื่องที่ผมเล่าจบแล้วท่านก็อนุญาตให้ใช้ชื่อตามที่ผมขอ

ดวงแก้วโอสถ หมอชีวกโกมารภัจจ์ ณ วัดหลวงพ่อสด





นี่คือดวงแก้วโอสถของท่านหมอชีวกโกมารภัจจ์
ผม (อู๋) คิดอยู่หลายวันว่าจะนำเรื่องนี้มาเผยแพร่ดีหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นหรือไม่เคยมีใครพูดถึงมาก่อน แต่ก็เกิดมีขึ้นมาแล้วในวัดหลวงพ่อสด เป็นของหนึ่งเดียวในโลกเช่นเดียวกับคดขนุนทองคำ พระกริ่งสะดือทะเล พระกริ่งไพรดำ และดวงแก้วพญานาค
ดวงแก้วโอสถนี้ท่านหมอชีวกโกมารภัจจ์ ท่านได้มีเมตตานำมามอบไว้ให้แก่วัดหลวงพ่อสด เพื่อให้พลังอิทธิคุณของดวงแก้วนี้คอยแผ่พลังโอสถรักษาสังขารร่างกายของเจ้า ของผู้ครอบครอง (โดยเฉพาะหลวงป๋าให้แข็ง แรงขึ้น) โดยท่านสั่งไว้ว่าต้องนำดวงแก้วนี้ให้อยู่ใกล้ๆ ตัวไว้จะดีที่สุดเพื่อทั้งรักษาและป้องกันโรค เช่น ไว้ในห้องนอน ลูกแก้วโอสถนี้เมื่อนำมาดมดู ก็จะมีกลิ่นอ่อนๆ คล้ายยาสมุนไพรโบราณ ดวงแก้วโอสถจะมีน้ำหนักเบากว่าดวงแก้วพญานาค แล้วอีกอย่างดวงแก้วโอสถก็จะมีกลิ่นเหมือนยาสมุนไพรครับ แต่ถ้าดูด้วยตาเปล่าก็คงแยกไม่ออก ผมเองยังต้องเขียนกำกับไว้ที่ซองพลาสติคเลยครับ และอีกอย่างถ้าคนที่สัมผัสพลังได้ พลังของดวงแก้วโอสถเขาจะเบาๆ นุ่มๆ ไม่เหมือนดวงแก้วพญานาคที่ว่องไว รุนแรง พลังคนละแบบไม่เหมือนกันเลย
เมื่อผมได้ดวงแก้วนี้มา 1 ดวง ผมก็ขอทดลองใช้รักษาตัวเอง คือผมมีอาการเจ็บที่หัวไหล่ซ้ายมาก เป็นมาราว 1 ปีแล้วไม่หายสักที มีคนแนะนำว่าการแกว่งแขนจะทำให้หาย ผมก็แกว่งดูแต่ยิ่งแกว่งก็ยิ่งเจ็บมากยิ่งขึ้น ไม่แกว่งก็ทรงๆ เจ็บปวดทรมานมากเวลาใส่เสื้อยืดถึงกับน้ำตาเล็ดด้วยความเจ็บปวด หลายท่านมาบอกผมว่าไหล่ล็อคนี้เดี๋ยวก็หายเอง ก็คำว่าเดี๋ยวก็หายเองนี่แหละที่ทำให้ผมทนเจ็บปวดมาเกือบปี มันไม่ได้หายเองครับอย่าไปเชื่อ ผมเลยลองนำดวงแก้วโอสถมาใส่ลงไปในน้ำเปล่าอธิษฐานถึงหลวงปู่ชีวกดู ทานน้ำไปครั้งแรกเท่านั้นอาการปวดไหล่หายไป 80% ทันที เป็นไปได้อย่างไร แต่ก็เป็นไปแล้วครับ ผมสามารถเอาแขนซ้ายพาดไปข้างหลังได้เลยทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นทำไม่ได้เพราะจะเจ็บมาก ต่อมาอีก 1-2 วันก็เลยทำทานอีกทีนี้หายไป 90% อีก 3-4 วันทำทานอีกอาการหายไป 95% สรุปผมทานและทาไปเพียง 3 ครั้งอาการเจ็บหายเกือบหมดเหลืออีกเพียง 5% แต่ผมก็หยุดทานเพราะต้องการใช้กรรมให้จบๆ กันไป อาการเจ็บอีก 5% ถือว่าน้อยมากผมอยู่กับมันได้ แต่ต่อมาอีกราวเดือนกว่าๆ มันก็หายไปเองครับ ตอนนี้ถือว่าอาการไหล่ล็อคหายแล้วผมเลยตัดสินใจขอนำเรื่องดวงแก้วโอสถนี้ออก เผยแพร่ออกไป (ในวงจำกัด) ให้ปรากฏไว้ เพราะถ้าผมไม่นำมาเล่าเรื่องนี้ก็คงจะไม่มีใครได้รู้


วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2559

ลูกแก้วจุยเจีย

เล่าไว้กันลืม
นี่คือลูกแก้วจุยเจียที่ผมใช้ประจำ เป็นลูกแก้วประจำตัวที่มีน้องชายท่านหนึ่งมอบไว้ให้ เดิมนั้นผมนั่งสมาธิโดยไม่ได้กำหนดลูกแก้ว แต่ใช้ใจที่สงบกำหนดดูจิตไปเรื่อยๆ ทำให้ผมสามารถเข้าภวังค์และนั่งสมาธิได้นาน การนั่งสมาธิแต่ละครั้งจะนั่งประมาณ 1.30-2 ชั่วโมง เคยนั่งจนข้ามคืนถึงเช้ามาแล้วด้วย เมื่อออกจากสมาธิก็จะมีจิตใจที่สบายมาก (เพราะจิตได้พักอย่างเต็มที่) ผลเสียที่ตามมาโดยไม่รู้ตัวก็คือการหลับในสมาธิ มีการโยกตัวไปมาโดยที่ผมเองก็ไม่รู้ตัวเพราะจิตมันอยู่ในภวังค์เสียแล้ว เสียงรบกวนภายนอกไม่มีผลต่อการนั่งสมาธิของผมเพราะเสียงเหล่านั้นจะเบามาก แต่ก็ทำให้สมาธิไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร
เมื่อมีครูบาอาจารย์เก่งๆ หลายท่านทักว่าอย่าเอาแต่เข้าภวังค์มันจะไม่เป็นผลดี (ท่านเตือนโดยที่ผมไม่ได้บอกอะไรก่อนเลย) ทำให้ผมคิดได้ว่าผมเดินมาผิดทางเสียแล้ว จึงได้เปลี่ยนวิธีนั่งสมาธิใหม่โดยพยายามหาลูกแก้วมาเป็นนิมิต แล้วพยายามไม่ให้นิมิตนั้นหายไป ถ้านิมิตยังอยู่ก็แสดงว่าไม่หลับแน่นอน ช่วงที่ไม่มีลูกแก้วผมก็ต้องใช้รูปภาพของลูกแก้วแทน น้องคนนี้เขารู้ว่าผมอยากได้ลูกแก้ว เขาก็อุตส่าห์ไปตามหาลูกแก้วมาให้ผมใช้จนได้
วิธีหาลูกแก้วของน้องคนนี้ก็ไม่เหมือนใคร เขาใช้การเข้าธรรมกายแล้วใช้ญาณของพระธรรมกายไปตรวจดูว่าลูกแก้วของผมนั้น อยู่ที่ไหน เขาก็เห็นในญาณทัศนะว่าลูกแก้วของผมนั้น จะมาจากถ้ำแห่งหนึ่งในแถบชายแดนของประเทศจีนบริเวณติดกับประเทศคาซัคสถาน ถ้ำแห่งนี้เป็นถ้ำที่หนาวเย็นมากภายในถ้ำกำลังถูกขุดเป็นเหมืองหินแร่ที่ เป็นบริษัทของชาวจีน เขาเลยกำหนดจิตเพื่อหาทางติดต่อกับบริษัทแห่งนี้ ก็เกิดเห็นเป็นหมายเลขโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างชัดเจน โอ้โหวิชชาธรรมกายทำได้ถึงเพียงนี้นะครับ หมายเลขนี้จะเป็นจริงหรือไม่ก็ไม่รู้เลยต้องลองติดต่อไปดู ก็ปรากฏว่าเป็นหมายเลขของบริษัทคนจีนที่ทำการค้าขายแร่อัญมณีจริงๆ เสียด้วย
ทางบริษัทนี้เขาก็มีผู้ค้าที่อยู่ในประเทศไทยซึ่งทำการซื้อขายอัญมณีและลูก แก้วจุยเจียกันอยู่แล้ว เขาจึงให้เบอร์โทรและชื่อคนที่จะติดต่อ เมื่อได้คุยกับคนที่อยู่ในประเทศไทย น้องคนนี้จึงนัดแนะและเดินทางไปดูที่ร้านเพื่อขอซื้อลูกแก้วจุยเจียมาให้ผม ดังนั้นลูกแก้วที่ผมใช้อยู่ประจำนี้จึงจะนำไปให้ใครหรือนำไปขายต่อไม่ได้ เพราะได้มาฟรีและน้องเขาให้มาด้วยความปรารถนาดีอยากให้ผมได้ธรรมกายไวๆ เมื่อได้ลูกแก้วประจำตัวมาแล้วก็ต้องทำการอัญเชิญพระจักรพรรดิให้มาประจำลูก แก้วดวงนี้ น้องคนนี้จึงต้องเข้าธรรมกายแล้วไปถามพระพุทธเจ้าว่าพระจักรพรรดิองค์ไหนที่ มีความเกี่ยวข้องกับผม ก็ได้ทราบว่าเป็นพระจักรพรรดิของพระพุทธเจ้าเมธังกโร ลูกแก้วของผมจึงมีชื่อเรียกตามชื่อของพระจักรพรรดิที่สถิตอยู่ว่า "ลูกแก้วพระจักรพรรดิเมธังกโร"
ผมอยากเล่าเรื่องนี้ไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ทราบ ไม่รู้ว่าจะนำเรื่องนี้ไปเล่าที่ไหนดีเลยขอนำมาลงไว้ในหน้าเฟซของผมเองก็ แล้วกัน เพื่อเป็นการขอบคุณน้องชายผู้ที่นำลูกแก้วนี้มาให้ ให้เขารู้ว่าผมไม่เคยลืมเรื่องนี้และได้ใช้ลูกแก้วดวงนี้เป็นประจำทุกวันไม่ เคยขาดเลยตั้งแต่วันแรกที่ได้มา ใครที่คิดว่าวิชชาธรรมกายไม่ใช่ของจริงก็ขอให้พิจารณาใหม่จากเรื่องของผมที่ เล่ามานี้นะครับ

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

พระกริ่งสัมมาอะระหัง รุ่นสมปรารถนา

พระกริ่งสัมมาอะระหัง รุ่นสมปรารถนา
หลวงป๋าท่านบอกว่า
รุ่นนี้คือที่หนึ่ง ณ ตอนนี้
ซื่งของเดิมก็สุดยอด จนไม่รู้จะว่าอย่างไร
ถาม : หลวงป๋าครับ อย่างนี้ก็ต้องถือว่าดับเบิลเลยสิครับ ?
ตอบ : จะว่าอย่างนั้นก็ได้น่ะ
ที่สุดของวัดเราก็คือ กริ่งสัมมา
แล้วนี่นำพิมพ์ที่สุดยอดมาทำ
แถมมวลสารนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย
ดีสุดเท่าที่เรามีตอนนี้ เอามารวมกัน
ถาม : อะไรบ้างครับที่หลวงป๋านำมาผสมครับ ?
ตอบ : มีวัชระธาตุ ช่อทิพย์ เหล็กไหลที่หลวงป๋ามีอยู่ ทั้งของเก่าและของใหม่ และที่สำคัญคือ หลวงป๋ามีชนวนมวลสารเก่าแก่ ไม่ต้องบอกเลยว่าดีแค่ไหน เอาผสมลงไปด้วย แล้วนี่ๆๆๆๆมาดูๆๆ ฝากริ่งใช้ (เหล็กไหล)สุริยันราชาปิดก้น เดียวว่างๆหลวงป๋าจะจารยันต์อีกที
ถาม : หลวงป๋าครับ ไม่ได้ใส่เม็ดกริ่งเหรอครับ ผมเขย่าไม่เห็นดังเลย ?
ตอบ : เปล่า
รุ่นนี้หลวงป๋าใส่อะไรเธอรู้ป่าว จะบอกให้น่ะ ข้างในหลวงป๋าใส่
"เหล็กไหลเปียก" เอาไว้
เธอลองเอียงองค์พระดู จะรู้ดวยน้ำหนักที่หน่วงตามมือ และเหล็กไหลเปียกนี้อานุภาพของเขาเป็นมหาอุดอยู่แล้ว และที่สำคัญพลังรัศมีของเขาจะทำให้ดินปืนชื้น ลูกด้าน รัศมีโดยรอบเลยที่จะเข้ามาสู่ตัวเรา
รู้ยัง ว่าสุดยอดยังไง
หลวงป๋ายังไม่รู้เลยจะเรียกอะไรดี
ถาม : ครับ แล้วหลวงป๋าจะให้ทำบุญยังไงครับ ?
ตอบ : เรื่องนี้หลวงป๋าว่าจะไม่วางให้ทำบุญในตอนนี้นะ เพราะมีน้อย สร้างน้อยมากๆเลย คงจะเก็บไว้ก่อนเมื่อถึงเวลาแล้วค่อยว่ากันอีกที
ตอนนี้ให้โยมเขาทำบุญ
"เหรียญหลวงป๋า" นั้นแหละดีที่สุดแล้ว ตั้งแต่ป๋าปลุกเสกมา รุ่นนี้ถือว่านานมาก
ป๋าเดินวิชชาตลอด แม้แต่นั่งรถไปธุระ ว่างก็ทำไม่หยุด แล้วที่สำคัญเราก็เชิญท่านที่เก่งเฉพาะทางด้านมหาอุดมาช่วยด้วย
เราเองก็เต็มที่แล้ว
มีที่อื่นมาเสริมอีก ยิ่งดีใหญ่
แล้วเนื้อก็สำคัญทุกเนื้อ
นี่เป็นอย่างนี้ เข้าใจป่าว !

เนื้อพระรุ่นนี้ (พระกริ่งสัมมาอะระหัง รุ่นสมปรารถนา) สร้างจาก :
1. วัชรธาตุ
2. เหล็กไหลช่อทิพย์เงินยวง
3. เหล็กไหลโกฏิปี
4. เหล็กไหลสีทองท้องปลาไหล
ภายในองค์พระบรรจุด้วย :
5. เหล็กไหลเปียก
ปิดฝากริ่งด้วย :
6. เหล็กไหลสุริยันราชา
หลวงป๋าเรียกเนื้อ ฉอ กษัตริย์
(ฉ) บาลีแปลว่า 6
แต่จริงๆที่ทราบมา มีเนื้อชนวนโลหะของเก่าโบราณรวมผสมด้วย อาจจะเป็นเพราะเน้นเหล็กไหลเป็นหลัก จึงเรียกชื่อเนื้อว่า ฉ.กษัตริย์
* เครดิต : หลวงพี่โจ้

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เหรียญหลวงป๋ารุ่นประวัติศาสตร์ โดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ์ 10 พ.ย. 2558



เหรียญหลวงป๋ารุ่นประวัติศาสตร์   โดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ์ 10 พ.ย. 2558
 
ผมเริ่มโครงการสร้างเหรียญ “หลวงป๋า” รุ่นประวัติศาสตร์นี้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2558   โดยดำริของหลวงป๋า   ท่านบอกว่าได้มีการทำเหรียญหลวงป๋าออกมาแล้วประมาณ 3 รุ่น   แต่ยังไม่มีรุ่นไหนเลยที่ทำออกมาแล้วมีหน้าตาเหมือนหลวงป๋าจริงๆ  จึงขอให้ผมทำให้ท่านหน่อยเพราะเหรียญที่ผมเคยทำรุ่นพระนั่งเมืองแก้วนั้น   ทำออกมาได้สวยงามคมชัดและประณีตมาก   ผมก็เลยกราบเรียนท่านไปว่าตอนนี้หลวงป๋าอายุ 86 ปีแล้ว   ดังนั้นถ้าจะสร้างเหรียญครั้งนี้ก็จะต้องสร้างให้ดีที่สุด   เป็นหนึ่งไม่มีสอง  ให้งดงามและประณีตที่สุด  ด้วยเนื้อโลหะที่ดีที่สุด (ธาตุกายสิทธิ์เหล็กไหล)  รุ่นราคาแพงจะต้องเป็นเนื้อเหล็กไหลล้วนๆ    ส่วนเนื้อโลหะธรรมดาราคาย่อมเยาก็จะต้องผสมเหล็กไหลลงไปด้วย   คือจะทำให้ดีทุกเนื้อทุกแบบ  โดยจะค่อยๆ ทำจะไม่เร่งรีบ   ถ้ายังไม่ดีก็จะแก้ไขจนกว่าจะดี   แล้วผมก็ขอให้หลวงป๋าเสกพระรุ่นนี้อย่างสุดฝีมือ  เพราะถ้าท่านอายุมากกว่านี้ร่างกายก็อาจจะไม่ดีเท่ากับปัจจุบัน   หลวงป๋าท่านก็รับปากว่ารจะเสกเหรียญรุ่นนี้ให้ดีที่สุด  นานที่สุด  จะทำเหรียญรุ่นนี้ให้เป็นประวัติศาสตร์เป็น Masterpiece ของท่าน   เหรียญนี้จึงเป็นเหรียญเดียวที่ตั้งใจจะทำให้เป็นเหรียญอันดับ 1 ของวัดตั้งแต่ตอนเริ่มสร้าง  จึงได้ตั้งชื่อเหรียญนี้ให้เป็นกรณีพิเศษว่าเหรียญ “หลวงป๋า”
   
ผมเลยติดต่อกับคุณลูกแก้ว มรกต ว่าให้มาช่วยกันออกแบบเหรียญหลวงป๋ากันอีกครั้ง   ครั้งนี้จะทำให้สวยงามและแตกต่างไปจากเหรียญอื่นๆ   รูปแบบจะต้องออกมาชนิดที่ให้คนเห็นแล้วชอบเลย
ที่จริงเมื่อปีพ.ศ. 2541 ผมก็เคยสร้างเหรียญ “เศรษฐี” ถวายวัดหลวงพ่อสดมาแล้ว (ผมและเพื่อนๆ ออกเงินเอง วัดไม่ได้ออกเงิน) เพื่อหาเงินมาสร้างโบสถ์    ส่วนเหรียญพระนั่งเมืองแก้วนั้นถือว่าเป็นเหรียญที่ 2 ที่ผมสร้างถวายวัดไว้เมื่อตอนปลายปี 2556  เพื่อหาเงินมาหล่อ “พระนั่งเมืองแก้ว” ที่จะเป็นพระประธานในองค์พระมหาเจดีย์ของวัดหลวงพ่อสด
 
เหรียญนี้ผมได้วาง Concept โดยรวมของเหรียญว่า   จะต้องดูเหมือนกับเหรียญนี้ได้รับการเลี่ยมกรอบทองแบบเดียวกับที่ร้านทองเขาใส่มาให้  คือแค่เรานำเหรียญนี้ไปเลี่ยมพลาสติคธรรมดา ก็จะดูสวยงามเหมือนกับเรานำไปใส่กรอบทองเลย     ด้านหน้าของเหรียญจะต้องเป็นรูปหลวงป๋าขนาดครึ่งตัว  หน้าตรง   มีรูปดอกบัวเพื่อสื่อว่าหลวงป๋าท่านปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์   จะต้องมีรูปช้างเอราวัณ 3 เศียรเพื่อเป็นที่ระลึกว่าท่านมหาเทพผู้นี้ได้ลงมาช่วยงานสร้างพระมหาเจดีย์ของวัด (ผมคิดเอง)  
ส่วนที่ด้านหลังจะต้องมีรัตนจักร (ใบจักร 8 ใบ ปลายแหลมพุ่งไปทางขวา) ซึ่งเป็นประธานใหญ่ของรัตนะ 7  จะต้องมีผังธาตุธรรมตามแนววิชชาธรรมกาย  และมีคำว่า “สัมมา อะระหัง”  เพื่อบ่งบอกว่าเป็นพระเครื่องที่สร้างตามแนวทางของหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ  ในเหรียญรีจะใส่รูปปราสาททำวิชชา (วิหารกลางน้ำ) สื่อถึงวัดหลวงพ่อสดเน้นการปฏิบัติธรรม ที่พื้นเหรียญจะมีการตีเส้นทำเส้นรัศมีเพื่อให้เหรียญมีความแวววาวเมื่อโดนแสงส่อง  และเป็นเครื่องบ่งบอกถึงบารมีธรรมของหลวงป๋า   ดังนั้นแบบที่เราออกไว้นี้จึงเป็นแบบที่เราคิดขึ้นมาเองทั้งหมด   ไม่ได้ดัดแปลงมาจากเหรียญของใคร  เป็นเหรียญที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร
อย่างไรก็ตาม  ผมเองก็เคยเห็นเหรียญหลวงป๋ารุ่นแรกคือรุ่น “ดับไฟใต้”  ซึ่งนับว่าเป็นเหรียญที่ดีเหรียญหนึ่งที่ออกแบบได้อย่างเรียบง่าย   ผมจึงกำหนดให้ใช้ขนาดของเหรียญรีที่กำลังออกแบบ   ให้มีขนาดเท่ากับเหรียญดับไฟใต้คือสูง 3.3 ซม.   ส่วนเหรียญกลมนั้นก็ต้องมีขนาดที่ไม่ใหญ่เกินไป    โดยเฉพาะเมื่อนำไปเลี่ยมพลาสติคแล้วจะต้องมีขนาดที่ผู้หญิงก็แขวนได้   ผู้ชายก็แขวนดี    จึงกำหนดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเหรียญไว้ที่ 2.8 ซม.     สำหรับความหนาของเหรียญนั้น   ผมกำหนดไว้ว่าให้หนาที่สุดเท่าที่ช่างจะปั๊มได้โดยไม่ติดพิมพ์  โดยเลือกใช้เบอร์ 10 (เหรียญทั่วไปใช้ความหนาเพียงเบอร์ 13)  เพราะผมต้องการให้เหรียญมีเนื้อมากพอ  ที่จะสามารถรับพลังการเสกได้มากที่สุด  เหรียญบางจะรับพลังได้น้อยกว่าเหรียญหนา
   
สำหรับรายละเอียดเรื่องคาถานั้น   ผมได้ขอให้หลวงป๋าท่านกำหนดให้   โดยขอให้ใช้คาถาที่ท่านใช้อยู่เป็นประจำโดยเฉพาะคาถาที่เกี่ยวข้องกับธาตุกายสิทธิ์    ที่ด้านหน้าเหรียญหลวงป๋าท่านกำหนดไว้มี  4 คาถา คือ
1. นะ โม พุท ธา ยะ (พระเจ้า 5 พระองค์)
2. นะ มะ พะ ธะ (หัวใจธาตุ)
3. จะ ภะ กะ สะ (ธาตุพระกรณี-ธาตุ 4)
4. จิ เจ รุ นิ (หัวใจพระไตรปิฎก-คาถาเรียกเหล็กไหล)
ส่วนด้านหลังของเหรียญจะมี 2 คาถาด้วยกัน คือ
1. คาถาบารมี 30 ทัศ
2. คาถาอิติปิโส 8 ทิศ ซึ่งจะอยู่บนใบจักรทั้ง 8 ใบ (คาถานี้ก็คือคาถาในยันต์เกราะเพชร)
  
ในส่วนของเนื้อเหล็กไหลที่จะนำมาปั๊มนั้น    ผมได้นำเนื้อเหล็กไหล (วัชรธาตุ ช่อทิพย์เงินยวง และสุริยันราชา) ที่เหลือจากการหล่อพระเหล็กไหล 3 พี่น้องที่ผมได้สร้างถวายวัดหลวงพ่อสด  โดยได้ทำพิธีหล่อพระทั้ง 3 องค์นี้เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2558  ณ บริเวณพระมหาเจดีย์วัดหลวงพ่อสด จ.ราชบุรี    ดังนั้นเหรียญหลวงป๋าเนื้อพิเศษเหล็กไหลนี้ทุกเหรียญจึงมีความศักดิ์สิทธิ์โดยแทบไม่ต้องเสกเพิ่มเลย   เพราะปกติเหล็กไหลเขาก็มีอานุภาพสูงอยู่แล้ว   ยังได้ผ่านพิธีการหล่อพระมาอีก  รวมพลังความศักดิ์สิทธิ์เป็น 2 เท่า  แล้วยังผ่านการปลุกเสกจากหลวงป๋าอีกรวมเป็น 3 เท่า  เอาให้ผู้ที่มีสัมผัสพิเศษสามารถสัมผัสพลังพระได้    เมื่อได้สัมผัสเหรียญนี้ให้ร้องว่า “โอ้โห” เลย  ส่วนเนื้อตะกั่วและทองแดงผมก็นำเหล็กไหลที่เหลือจากการหล่อพระ (ก้นเบ้า) ใส่ลงไปด้วยเช่นกัน
สำหรับช่างที่จะมาแกะบล็อคเหรียญนี้  ผมก็เลือกใช้ช่างอู๊ดคนเดิม  คนที่เคยแกะบล็อคเหรียญพระนั่งเมืองแก้ว   ช่างอู๊ด (กฤษณพล ชาติเมธีกุล) นี้ถือว่าเป็นช่างที่มีฝีมือเยี่ยมระดับ 1 ใน 3 ของประเทศไทย  แกะบล็อคเหรียญดังๆ มามากมาย  ผมรู้จักช่างอู๊ดได้ก็โดยการจุดธูปขอหลวงพ่อสดให้ส่งช่างที่ดีที่สุดมาให้ผม   คราวที่ผมสร้างเหรียญพระนั่งเมืองแก้ว  ตอนนั้นผมใช้เวลาเกือบ 2 เดือนก็ยังหาช่างที่ถูกใจไม่ได้   พอจุดธูปขอหลวงพ่อสดแค่ 2-3 วัน ก็มีคนแนะนำช่างอู๊ดมาให้ผมรู้จัก   แค่ผมได้ยินเสียงช่างอู๊ดทางโทรศัพท์ก็รู้ได้ทันทีว่าหลวงพ่อสดส่งช่างมาให้ผมแล้ว
ไชโย...สำเร็จแล้ว เหรียญหลวงป๋าเนื้อวัชรธาตุ พวกเราได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่แล้วครับ
   
วันที่ 4 พ.ย. 2558  นับเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการสร้าง (ปั๊ม) เหรียญพระด้วยเนื้อเหล็กไหลวัชรธาตุล้วน    เหรียญปั๊มออกมาได้งดงามไม่มีที่ติจริงๆ  สวยสมกับความตั้งใจ  ต่อไปใครจะสร้างอีกก็เป็นที่สองแล้วครับ ดูความหนาของเหรียญซิครับหนาที่สุดที่ผมเคยเห็นมา ผมให้ช่างทำเหรียญให้หนาไม่ต้องประหยัดเนื้อเหล็กไหล   เพราะผมต้องการสร้างเหรียญให้ดีและศักดิ์สิทธิ์ที่สุด   ไม่ได้คิดถึงกำไรขาดทุน เพราะเราสร้างเพื่อเอาบุญเสริมบารมี   เอาปัจจัยไปสร้างพระมหาเจดีย์ครับ
      
ผมได้นำแผ่นวัชรธาตุมาหลอมรวมกับชนวนที่เหลือจากการหล่อพระชัยมงคลเลิศฤทธิ์ (สำเร็จด้วยเหล็กไหลวัชรธาตุล้วน)    เพื่อให้เหรียญวัชรธาตุนี้เป็นเนื้อเดียวกับองค์พระชัยมงคลเลิศฤทธิ์ที่ผ่าน พิธีหล่อที่มีพระนั่งปรกทั้ง 4 ทิศ  และหลวงป๋าเป็นประธานในพิธีหล่อพร้อมเทพเทวาที่อัญเชิญมาอีกมากมาย   ใครได้ไปก็เอาขึ้นคอแขวนใช้ได้เลยครับ
เหรียญหลวงป๋าเนื้อช่อทิพย์เงินยวงปั๊มเสร็จแล้ว
    
โดยใช้เนื้อจากชนวนที่เหลือจากการหล่อพระชัยมงคลเลิศหล้า  ที่สำเร็จด้วยเหล็กไหลช่อทิพย์เงินยวง    ดูด้วยตาแล้วไม่สามารถแยกออกได้ว่าเป็นเนื้อวัชรธาตุหรือช่อทิพย์เงินยวง     ดังนั้นจึงจำเป็นต้องนำไปยิงเลเซอร์เพื่อแยกเนื้อทั้ง 2 ออกจากกัน (ไม่มีปนกันแน่นอน)    เนื้อนี้ก็เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เช่นกัน    เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครปั๊มเหรียญเนื้อช่อทิพย์เงินยวงมาก่อน พวกเราเป็นคนแรกที่ปั๊มเหรียญเนื้อนี้ครับ...หนึ่งเดียวในโลก (ปัจจุบันมีแต่นำไปหล่อเป็นพระ)
นี่คือเหรียญหลวงป่าเนื้อสุริยันราชาเหรียญปั๊มครั้งแรกในโลก
 Baramee Raktham's photo. 
ปั๊มออกมาแล้วโดยใช้เหล็กไหลสุริยันราชา  ที่เหลือจากการหล่อพระชัยมงคลเลิศรัตน์  ปั๊มออกมาได้งดงามมาก   ได้จำนวนประมาณ แบบรี 300 เหรียญ กลม 300 เหรียญนะครับ เหล็กไหลสุริยันราชาหายากและแพงมาก คงไม่มีใครทำได้อีกแล้ว   แต่เมื่อดูด้วยตาแทบแยกไม่ออกว่าเหรียญไหนเป็นเนื้อทองแดง   เหรียญไหนคือเนื้อสุริยันราชา   ต่างกันแค่ที่มีเลเซอร์และอานุภาพครับ...Pink Gold
เหรียญหลวงป๋าเนื้อตะกั่วผสมเหล็กไหลวัชรธาตุ ช่อทิพย์เงินยวงและแผ่นยันต์ตะกั่ว
 ตะกั่ว ใส่เงินยวง วัชรธาตุ_10 Nov 2015.jpg ตะกั่ว ใส่เงินยวง วัชรธาตุ2_10 Nov 2015.jpg แผ่นยันต์ตะกั่ว ผสมลงในเนื้อตะกั่ว_10 Nov 2015.jpg 
ผมให้ช่างใส่ลงไปให้เกินคุ้มเลย สำหรับคนที่มีงบจำกัดจะได้ใช้ของดีราคาย่อมเยา ถือเป็นของสมนาคุณให้ทุกท่านที่ร่วมทำบุญกับผมมาตลอดปี 2558 นี้ ผมขอรับรองเองว่าเหรียญหลวงป๋ารุ่นประวัติศาสตร์เนื้อตะกั่วนี้    จะเป็นเหรียญที่ดีที่สุดเหรียญหนึ่งของวัดหลวงพ่อสด สร้างแค่แบบละ 1,000 เหรียญนะครับ  เหมาะกับการนำไปแขวนใช้หรือเก็บสะสมและมอบให้แก่คนที่เรารัก
เหรียญหลวงป๋าเนื้อทองแดงธรรมดาผสมเหล็กไหลสุริยันราชาครึ่งกิโลและแผ่นยันต์ 2 แผ่น
    
    
แม้แต่รุ่นเหรียญทองแดงธรรมดาผมก็ใส่เหล็กไหลสุริยันราชาผสมลงไป    โดยใส่เข้าไปประมาณครึ่งกิโลไม่มากไม่น้อยเพราะสุริยันราชามีราคาแพงมาก     ไม่มีใครกล้าเอาสุริยันราชาไปผสมเพื่อสร้างพระราคาหลักร้อยบาทแน่    มีแต่ผมนี่แหละที่กล้าทำ    นอกจากนั้นก็ใส่แผ่นยันต์ที่หลวงป๋าและพระที่สำเร็จวิชชาธรรมกายชั้นสูงจารให้ผสมลงไปอีก   เพราะผมต้องการสร้างเหรียญหลวงป๋ารุ่นนี้ให้ออกมาดีที่สุด   เผื่อคนงบน้อยจะได้มีของดีไว้ใช้
ตำแหน่งยิงเลเซอร์และตอกโค้ด
นี่คือเหรียญเนื้อช่อทิพย์เงินยวง มีการยิงเลเซอร์ (เฉพาะเหรียญเนื้อพิเศษ) ตรงขอบเหรียญด้านหน้าบริเวณเหนือไหล่ขวาของหลวงป๋า เพื่อบอกชนิดของเนื้อ และมีการตอกโค้ดตัวนะทุกเหรียญ ในกรณีที่เป็นเหรียญทองคำและเหรียญหน้ากากทองคำ จะมีการตอกโค้ดเลข ๙ เพิ่มขึ้นมาในบริเวณเดียวกัน

สำหรับเหรียญหลวงป๋ารุ่นประวัติศาสตร์นี้  ผมและเพื่อนๆ ได้เป็นผู้ออกเงินค่าบล็อคเอง 2 บล็อคเป็นเงิน 30,000 บาท  นอกจากนี้ก็ยังได้ออกเงินค่าปั๊มเหรียญเหล็กไหลทั้ง 3 เนื้อคือ วัชรธาตุ  ช่อทิพย์เงินยวง  และสุริยันราชา รวม 1,800 เหรียญ  เป็นเงิน 22,400 บาท  เพื่อถวายวัดหลวงพ่อสดอีกด้วย   ส่วนเนื้อเหล็กไหลที่นำมาปั๊มเหรียญนี้ก็เป็นของผมเอง  เพราะเป็นเนื้อที่เหลือจากการหล่อพระเหล็กไหล 3 พี่น้อง   ผมและเพื่อนๆ  ออกเงินนี้เพื่อทำบุญสร้างบารมี  เงินทั้งหมดที่วัดจะได้จากเหรียญหลวงป๋านี้ก็จะนำไปสร้างพระมหาเจดีย์และบำรุงวัดทั้งหมด...ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่ได้ร่วมกันสร้างเหรียญนี้ขึ้นมานะครับ
แต่ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ในเนื้ออื่นๆ  ทั้งเนื้อทองคำ  เนื้อเงิน  เนื้อองค์พระนั่งเมืองแก้ว (ผสมชนวนพระนวกะปี 53+ชนวนรูปหล่อหลวงปู่เทพโลกอุดรที่เขาตะเกียบ)  เนื้อตะกั่ว  เนื้อทองแดง  เนื้อทองทิพย์ ฯลฯ  ทางวัดก็ยังต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายอีกนับล้านบาท
เนื่องจากเหรียญนี้จะเป็นเหรียญประวัติศาสตร์ของวัดหลวงพ่อสด  ดังนั้นหลวงป๋าท่านจึงได้ทำเหรียญนี้ขึ้นมารวมหลายเนื้อหลายแบบด้วยกัน  คือเหรียญรีมี 10 แบบ  และเหรียญกลมมี 10 แบบ  รวมทั้งหมด 20 แบบ