วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เล่าเรื่อง เหรียญดับไฟใต้ วัดหลวงพ่อสด


พี่
Baramee Raktham
เล่าเรื่อง เหรียญดับไฟใต้ เล่าโดยคุณเก้า @Preecha Ekaranpong
วันนี้ เล่าเรื่องเหรียญดับไฟใต้ ให้หลวงป๋าฟัง หลวงป๋าบอกว่าให้เอาไปลงไว้ในหนังสือ ... เลยเอามาเล่าให้ท่านอื่นฟังไว้ ณ ที่นี้
เหตุการณืนี้ เกิดขึ้นหลังจากมัสยิดกรือเซะ ถูกวางระเบิด 3-4 เดือน มีอยู่วันหนึ่ง ผม (ปรีชา / ชื่อเล่น เก้า) ไปวัดหลวงพ่อสด เมื่อถึงวัดก็เดินขึ้นประชาสัมพันธ์ เพื่อขึ้นไปทำบุญ ... พอขึ้นไปถึงบนศาลา เห็นตำรวจทั้งในเครื่องแบบ และชุดครึ่งท่อน คือ ใส่เสื้อยืด กับกางเกงสีกากี เกือบร้อยนาย จนเต็มศาลาไปหมด
ในเวลานั้น ผมคิดว่า คงมีเหตุร้าย หรือมีโจรมีงัดของมีค่า แล้วทำร้ายพระที่นอนเฝ้า ... จึงเดินไปถามตำรวจนายหนึ่งว่า

ผมถาม : พี่ มาทำอะไรกัน ... มีเหตุร้ายอะไรหรอ
นายตำรวจตอบ : มาเช่าพระเหรียญดับไฟใต้
ผมถาม : มีดีกว่านั้นอีก ผมแนะนำเพิ่มเงินอีกนิด ได้พระเหล็กไหล หรือแหวนเหล็กไหลก็ได้
นายตำรวจตอบ : ไม่เอา ผมจะเอาเหรียญดับไฟใต้เท่านั้น
ผมถามต่อแบบกวน ๆ ว่า : เหรียญนี้ มีดีอะไร
นายตำรวจเล่ายาวเลยคราวนี้ ... แล้วบอกว่า วันที่มัสยิดกรือเซะ ถูกวางระเบิด เป็นเวลาประมาณ สองทุ่ม นายตำรวจท่านนี้ เป็นกลุ่มแรกที่เข้าไปตรวจดูสถานการณ์ (ตำรวจตะเวนชายแดน จะเป็นกลุ่มแรก เมื่อเหตุการณ์เรียบร้อย ทหารจึงเข้าไปเคลียร์พื้นที่ต่อไป)
ในเวลานั้น เมื่อเกิดระเบิด ไฟดับจนมืดสนิท เมื่อตำรวจตระเวนชายแดนกลุ่มนี้เดินเข้าไประยะหนึ่ง ก็มีเสียงปืน M16 ยิงเข้ามารอบด้าน (เห็นแต่แสงไฟจากกระบอกปืน และเสียงเท่านั้น)
สักครู่ มีกระสุนยิงมาโดนหน้าอกด้านซ้าย บริเวณหัวใจ ... ด้วยสัญชาติญาณว่าถูกยิง จึงล้มทั้งยืน แล้วคิดว่า เราถูกยิง อีกสักครู่คงจะตาย จึงนอนอยู่ในท่านั้น
เมื่อเสียงปืนสงบลงสักครู่ ก็มีแต่เสียงโอดครวญของตำรวจที่ถูกยิง จากนั้นไม่นาน ก็มีเสียงคนพูดภาษายาวี เข้ามาพลิกศพตำรวจทีละนาย แล้วใช้ปืนพกยิงศรีษะตำรวจที่ยังไม่ตายทีละนาย
นายตำรวจท่านนี้ รู้ทันทีว่า มันเข้ามายิงซ้ำ ... จึงดึงศพที่อยู่ข้าง ๆ มาทับตนเองไว้ แล้วแกล้งนอนนิ่ง ๆ เหมือนคนตาย ... โจรกลุ่มนั้น จึงเดินไปที่ตำรวจที่ร้องครวญคราง แล้วยิงคนที่ยังมีชีวิตจนหมด ยกเว้นนายตำรวจท่านนี้ เพราะคิดว่าตายไปแล้ว
เวลาผ่านไปนานพอสมควร (ประมาณตีสี่) นายตำรวจท่านนี้ ได้ยินเสียงทหารไทย เข้ามาตรวจพื้นที่ จึงขยับตัว แล้วตะโกนเบา ๆ ว่า “ช่วยด้วย“ จากนั้น ทหารนายหนึ่งเห็นว่ามีคนรอด จึงคว้าตัวขึ้นมา แล้วเอามือล้วงกระเป๋าเสื้อด้านซ้าย เห็นเหรียญดับไฟใต้ จากนั้นกระชากเสื้อจนกระดุมหลุด แล้วเปิดหน้าอก ปรากฏว่า ไม่มีเลือด ไม่มีรอยกระสุน มีเพียงแค่รอยช้ำเป็นรูปเหรียญ แต่ที่เหรียญ ไม่มีความเสียหายจากกระสุนปืน M16 เลย ทั้ง ๆ ที่กระเป๋าเสื้อด้านหน้าทะลุเป็นรูกระสุนปืน
ในเหตุการณ์นี้ มีตำรวจตระเวนชายแดนท่านนี้รอดเพียงนายเดียว
นายตำรวจท่านนี้เล่าให้ผมฟังว่า ปกติแล้ว เค้าจะนับถือพระมาก เมื่อได้พระมา จะนำไปไว้ที่สูง หรือไม่ก็บนหิ้งพระ ... แต่วันที่หลวงป๋า เอาพระไปแจกนั้น เค้าบอกว่า ไม่รู้จัก และไม่ค่อยสนใจ เมื่อได้รับพระมา ก็เอาใส่กระเป๋าเสื้อไว้จนลืม แล้วพระก็อยู่ในเสื้อตลอดเวลา
เมื่อกลับไปถึงที่พัก ทหาร และตำรวจในค่าย ต่างมาถามหาของดี ก็ไม่มีอะไรเลย มีเพียงแค่เหรียญดับไฟใต้เพียงองค์เดียว หลังจากนั้น เมื่อผลัดเปลี่ยนกำลังพลกลับส่วนกลาง ... ทหาร และตำรวจชุดนั้น ได้พากันมาหาเหรียญดับไฟใต้ ที่วัดหลวงพ่อสดฯ
ในสมัยนั้น เหรียญดับไฟใต้ (ด้านหน้าเป็นรูปหลวงป๋า) มีคนทำมาให้หลวงป๋า เพื่อนำไปแจกทหาร ตำรวจ ที่ถูกรอบยิงเป็นจำนวนมาก หลวงป๋าเห็นแล้วสงสาร จึงนำเหรียญนี้ไปแจก เพื่อให้รอดจากภัยจากศาสตราวุธ

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

๔ กรกฎาคม บรรลุ "ธรรมกาย"

* ๔ กรกฎาคม บรรลุ "ธรรมกาย"
ภายหลังจากที่ท่านอาจารย์เสริมชัยได้ศึกษาธรรม จากตำรับตำราของหลายอาจารย์มาแล้ว ท่านก็ได้ตั้งใจฝึกปฏิบัติภาวนาธรรมตามแนว "วิชชาธรรมกาย" อย่างจริงจัง ตั้งแต่เดือนกรกฏาคม พ.ศ.๒๕๑๓
โดยหมั่นกำหนด "บริกรรมภาวนาและบริกรรมนิมิต" คู่กันไปในอิริยาบถทั้ง ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน อยู่เสมอเท่าที่โอกาสอำนวย
วันหนึ่งประมาณบ่าย ๑ โมงของวันอาทิตย์ ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ท่านกำลังนั่งรถโดยสารประจำทาง เพื่อไปจัดรายการอบรมพระกัมมัฏฐาน ที่วัดธาตุทอง
โดยมี “พระอาจารย์ณัฐนันท์ กุลสิริ” จากวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นผู้สอนพระกัมมัฏฐาน
ขณะที่นั่งอยู่ในรถโดยสาร ท่านก็ได้เจริญภาวนา ดังเช่นที่เคยปฏิบัติอยู่เสมอ
จนใจท่านเริ่ม “หยุด” และ “ตกศูนย์”
ท่านก็ได้เห็น “ดวงปฐมมรรค” ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
รู้สึกโปร่งเบาไปหมด จนรถแล่นมาถึงวัดธาตุทองแทบจะไม่ทันรู้ตัว
ต่อมาในวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๑๖
ท่านอาจารย์เสริมชัยและภรรยา ได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ที่ห้องพระภายในบ้าน
ซึ่งมี “พระพุทธชัยมงคลบพิตร” (องค์ที่สำเร็จด้วย ทองดอกบวบ) เป็นองค์พระประธาน แล้วได้กล่าวสัจจะวาจาอธิษฐาน ร่วมปณิธานเดียวกันว่า
“นับจากวันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้า(อาจารย์เสริมชัย)จะครองเพศพรหมจรรย์ เพื่อบำเพ็ญบารมีธรรมมุ่งสู่ “พุทธภูมิ” ไปชั่วชีวิต (ส่วนภรรยาก็อธิษฐานครองเพศพรหมจรรย์ เพื่อร่วมบำเพ็ญบารมีด้วยตลอดชีวิต) และหากเกิดชาติหน้าใด ก็ขอให้มาเกิดเป็นคู่ร่วมบารมี บำเพ็ญธรรมด้วยกันอีก โดยไม่มีกามวิสัยเข้ามาเกี่ยวข้อง”
ออกจากห้องพระแล้ว ท่านอาจารย์เสริมชัยรู้สึกปีติผ่องแผ้ว ที่สามารถปล่อยวางกามกิเลสตัวนี้ให้หลุดพ้นไป เป็นความปลอดโปร่งผ่องใสที่ยากจะบรรยาย หลังจากที่ท่านรับประทานอาหารเที่ยงเสร็จแล้ว ก็เดินออกจากบ้านจะไปตัดผม
ขณะที่ท่านกำลังเดินไปร้านตัดผม ท่านก็ได้ “เจริญภาวนา” ไปด้วยดังเช่นทุกครั้ง
ใจก็เริ่มหยุดที่ "ศูนย์กลางกาย"
และเมื่อกำหนดใจให้ดิ่งเข้า “กลางของกลาง” ไปเรื่อยๆ
ท่านก็ได้บรรลุ “ธรรมกาย” ในวันนั้นเอง
เมื่อไปถึงร้านตัดผม ขณะที่กำลังให้ช่างตัดผมอยู่นั้น
ท่านก็ได้ “เจริญภาวนา” ต่อไป
จนถึง ... ธรรมกายที่ละเอียดๆ ต่อไปตามลำดับ

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ไปเหมือนไม่ได้ไป

ไปเหมือนไม่ได้ไป
วันหนึ่งลูกศิษย์ที่มานั่งสมาธิกับหลวงพ่อภาวนา นัดแนะกันว่าเมื่อนั่งสมาธิเสร็จแล้วจะรีบเดินทางไปดูคอนเสิร์ตของเบิร์ด ธงไชย ที่จัดขึ้นที่เมืองทองธานี บัตรก็มีพร้อมกันอยู่แล้ว เมื่อนั่งสมาธิเสร็จสาวๆ กลุ่มนี้ก็รีบลุกขึ้นเพื่อรีบไปขึ้นรถทันที หลวงพ่อภาวนาเห็นก็เลยถามไปว่าจะรีบไปไหนกัน ลูกศิษย์กลุ่มนี้ก็บอกว่าจะรีบไปดูคอนเสิร์ตของเบิร์ดค่ะ
อยู่ๆ ก็ได้ยินหลวงพ่อภาวนาพูดขึ้นมาให้ได้ยินทั่วกันว่า "ไปก็เหมือนไม่ได้ไป" แล้วท่านก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เมื่อได้ยินหลวงพ่อพูด ดังนั้นต่างก็งงว่าหลวงพ่อจะบอกอะไร (สงสัยท่านจะพูดเป็นปริศนาธรรมว่าทุกอย่างในโลกไม่มีอะไรมั๊ง) ท่านพูดเสร็จก็ไม่ยอมพูดต่อได้แต่ยิ้มน้อยๆ ทั้งๆ ที่ยังไม่เข้าใจแต่ก็ไม่มีเวลาคิด ต่างก็รีบเดินออกจากวัดปากน้ำเพื่อขึ้นรถไปเมืองทองธานีทันที
ระหว่างทางก่อนถึงเมืองทองธานีปรากฏว่ารถติดวินาศสันตะโร เนื่องจากในเมืองทองมีทั้งงานคอนเสิร์ตและงานแสดงสินค้า ผู้คนมากมายต้องใช้เวลานานกว่าจะเข้าไปถึงเมืองทองได้ พอไปถึงสถานที่จัดคอนเสิร์ตก็ช้าไปมาก คอนเสิร์ตแสดงไปจนใกล้จะเลิกแล้ว ตกลงกันว่าไม่ดูแล้วคอนซงคอนเสิร์ตกลับบ้านกันดีกว่า เพราะหมดอารมณ์และเหนื่อยมากกับการเดินทางครั้งนี้ พลันเสียงของหลวงพ่อก็ดังเข้ามาในหูอีกว่า "ไปก็เหมือนไม่ได้ไป" อ๋อ...เพิ่งจะเข้าใจ แหมหลวงพ่อท่านน่าจะอธิบายขยายความอีกนิดก็จะดี 555 (หลวงพ่อท่านคงบอกว่าเตือนแล้วไม่ฟังกันเอง)

หลวงพ่อภาวนาตามพระคู่บารมีมาให้หลวงป๋า

หลวงพ่อภาวนาตามพระคู่บารมีมาให้หลวงป๋า
จะมีใครรู้บ้างว่าพระสำคัญในโบสถ์วัดหลวงพ่อสดทั้ง 2 องค์ คือพระทองคำและพระนากนั้นได้มาเพราะฝีมือของหลวงพ่อภาวนา (วีระ คณุตตโม) เมื่อหลวงป๋าได้เรียนวิชชาจากหลวงพ่อภาวนาแล้วก็ถือว่าเป็นลูกศิษย์เต็มตัว ดังนั้นหลวงพ่อท่านจึงได้ตรวจดูว่าจะช่วยเหลือหลวงป๋าได้อย่างไรบ้าง ก็ปรากฏว่าเมื่อท่านได้ใช้ญาณทัศนะในวิชชาธรรมกายตรวจดูจนรู้ว่า ในอดีตชาตินั้นหลวงป๋าท่านได้สร้างพระที่สำคัญเอาไว้ แต่ตอนนี้พระไม่ได้อยู่ในประเทศไทย พระท่านกระจัดกระจายอยู่แถบเมืองเชียงตุงของพม่า
ดังนั้นเพื่อให้หลวงป๋าได้พระที่สำคัญกลับคืน หลวงพ่อภาวนาท่านจึงได้ใช้วิชชาธรรมกาย "ตะล่อม" พระให้เดินทางกลับมาสู่ประเทศไทย อาจเป็นการดลใจให้เจ้าของถวายหรือปล่อยให้เช่าต่อๆ กันมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จนกระทั่งพระที่สร้างด้วยเนื้อนากได้เดินทางมาถึงจังหวัดแถวเชียงใหม่หรือ ลำพูน หลวงพ่อภาวนาท่านก็รีบแจ้งให้หลวงป๋า (ตอนนั้นท่านยังไม่ได้บวฃ) ให้รีบขึ้นไปที่ร้าน.....ซึ่งเป็นร้านรับซื้อขายพระและของเก่าต่างๆ หลวงพ่อภาวนาท่านจะบอกรายละเอียดที่อยู่พร้อมกับรูปร่างและขนาดของพระอย่าง ละเอียด เมื่อหลวงป๋าเดินทางไปจนถึงจุดที่หลวงพ่อภาวนาบอกก็สามารถเจอะเจอพระนากและ สามารถบูชามาได้อย่างง่ายดาย
เมื่อได้พระองค์แรกมาแล้ว หลวงพ่อภาวนาก็ "ตะล่อม" พระทองคำมาอีก คราวนี้พระท่านได้เดินทางเข้ามาสู่ประเทศไทยที่จังหวัดเชียงราย หลวงพ่อภาวนาก็รีบบอกหลวงป๋าให้ขึ้นไปเช่ามาอีก เมื่อไปถึงร้านนั้นแล้วก็มองไม่เห็นพระทองคำ ทั้งนี้เพราะเจ้าของเดิมเขาหวงพระนี้มากจึงได้เอาสีดำทาไว้ทั้งองค์ ใครเห็นก็ไม่สนใจเพราะคิดว่าเป็นพระธรรมดาไม่มีค่าอะไร แต่หลวงป๋าท่านรู้ได้เพราะลักษณะรูปร่างและขนาดตรงตามที่หลวงพ่อภาวนาบอกไว้ ไม่มีผิด หลวงป๋าท่านจึงได้พระทองคำองค์ใหญ่มาในราคาที่ไม่แพงเลย เนื่องจากพ่อค้าเขาก็ไม่รู้ว่าพระองค์นั้นคือพระทองคำอันล้ำค่าทั้งองค์ (เมื่อได้มาแล้วลองขูดเนื้อดูก็รู้ว่าเป็นพระทองคำแท้)
ที่จริงหลวงป๋าท่านจะต้องได้มาอีก 1 องค์ คือพระเงิน เพราะในอดีตท่านได้สร้างไว้เป็นพระ 3 พี่น้อง คือพระทองคำ พระนาก และพระเงิน แต่เนื่องจากพระเงินยังอยู่กับผู้มีบารมีท่านหนึ่งแถบจังหวัดพิษณุโลก เจ้าของหวงแหนมาก สักวันหนึ่งก็คงจะได้กลับมาอยู่รวมกันเป็นพระ 3 พี่น้อง ทองคำ นาก เงิน เหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา
บางคนชอบพูดว่าพวกที่นั่งสมาธิแล้วเห็นโน่นเห็นนี่ ไม่รู้ว่าคิดเห็นไปเองหรือเปล่า แต่ถ้าเขาเหล่านั้นได้มาทราบเรื่องที่หลวงพ่อภาวนาได้ตรวจไปถึงอดีตชาติของ หลวงป๋า แล้วยังได้รู้ว่าพระที่หลวงป๋าสร้างไว้นั้นยังอยู่ ท่านยังสามารถทำวิชชาให้พระเดินทางมาจากนอกประเทศให้เข้ามาในไทยเพื่อที่ หลวงป๋าสามารถขึ้นไปรับมาได้อีก แล้วหลวงพ่อภาวนาท่านยังระบุสถานที่ที่พระนั้นอยู่ได้อย่างถูกต้อง ญาณทัศนะและสิทธิอำนาจในวิชชาธรรมกายจึงเป็นของจริงที่ทั้งรู้และทั้งเห็น ทั้งสามารถทำได้จริงอีกด้วย
มาในชาตินี้หลวงป๋าท่านก็ยังจะได้สร้างพระ 3 พี่น้อง 3 เนื้ออีก แต่ครั้งนี้จะสร้างด้วยเนื้อธาตุกายสิทธิ์คือเหล็กไหลวัชรธาตุ เหล็กไหลช่อทิพย์เงินยวง และเหล็กไหลสุริยันราชา ที่พวกเราได้ร่วมบุญกันเชิญมา แบบองค์พระก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว รอแต่กำหนดการและสถานที่หล่อพระเท่านั้น

วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี

 
สถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย  อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี   ก่อกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ.2524  โดยมี

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อุปเสณมหาเถร ป.ธ.9)  
วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร   เป็น ประธาน

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (วรปุญฺญมหาเถร ป.ธ.9) 
วัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพฯ
(ตั้งแต่สมัยดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมธีรราชมหามุนี)

พระวิสุทธิวงศาจารย์ี (อโนมคุณมหาเถร ป.ธ.9) 
วัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพฯ (ตั้งแต่สมัยดำรงสมณศักดิ์ที่ พระเมธีวราภรณ์)

พระราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม)  วัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพฯ
(ตั้งแต่สมัยดำรงสมณศักดิ์ที่ พระภาวนาโกศลเถร)   เป็น รองประธาน

พระเทพญาณมงคล (เสริมชัย ชยมงฺคโล ป.ธ.6)
(ตั้งแต่ครั้งยังเป็นคฤหัสถ์ คือ อาจารย์เสริมชัย พลพัฒนาฤทธิ์)  เป็นผู้อำนวยการฝ่ายบริหารและวิปัสสนา

มี ประวัติความเป็นมานับตั้งแต่ อาจารย์เสริมชัย พลพัฒนาฤทธิ์  ผู้ชำนาญการวิจัย (Research Specialist)  สำนักข่าวสารอเมริกัน กรุงเทพฯ  (ปัจจุบันคือ หลวงพ่อ พระเทพญาณมงคล)   ได้ศึกษา และปฏิบัติธรรมตามแนววิชชาธรรมกาย   แล้วได้มอบตัวเป็นศิษย์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระราชพรหมเถร รองเจ้าอาวาสและอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้เป็นศิษย์โดยตรง และสืบทอดวิชชาธรรมกายทั้งหมด จากพระเดชพระคุณ พระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ    อาจารย์เสริมชัยได้ริเริ่มจัดตั้งและบริหาร โครงการธรรมปฏิบัติเพื่อประชาชน วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ขึ้นในปี พ.ศ.2518   โดยมี

สมเด็จ พระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ.9)  เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  (ตั้งแต่สมัยดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมธีรราชมหามุนี) เป็น ประธานโครงการ

พระ วิสุทธิวงศาจารย์ี (วิเชียร อโนมคุโณ ป.ธ.9)  รองเจ้าอาวาสและอาจารย์ใหญ่ฝ่ายปริยัติ  วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ   (ตั้งแต่สมัยดำรงสมณศักดิ์ที่ พระเมธีวราภรณ์) เป็น รองประธานโครงการ (ฝ่ายปริยัติ)

พระ ราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม)   รองเจ้าอาวาสและอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ (ตั้งแต่สมัยดำรงสมณศักดิ์ที่ พระภาวนาโกศลเถร)    เป็น รองประธานโครงการ (ฝ่ายวิปัสสนาธุระ)

รอง ประธานโครงการทั้ง 2 (ฝ่ายปริยัติและวิปัสสนา)  และอาจารย์เสริมชัย พลพัฒนาฤทธิ์  ได้ร่วมกันจัดรายการ “ธรรมสู่สันติ”   ออกอากาศเผยแพร่ธรรมปฏิบัตินี้ทางสถานีวิทยุต่างๆ ทั่วประเทศกว่า 30 สถานี    และภายหลังก็ได้จัดรายการ “ธรรมปฏิบัติ”  ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์สี ช่อง 9 ของ อ.ส.ม.ท.  ตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้เป็นเวลากว่า 24 ปี

ต่อมาในปี พ.ศ.2523  อาจารย์เสริมชัย  โดยการแนะนำของคุณศรีสม สาขากร เพื่อนสหธรรมิก  ได้ พาไปกราบเจ้าประคุณหลวงพ่อ สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ   และก็ได้รับความเมตตาอนุเคราะห์จากหลวงพ่อท่าน ให้จัดตั้ง โครงการพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย  ขึ้นที่วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ   ในระยะเริ่มต้นได้ให้ใช้อุโบสถเป็นที่สอนภาวนาธรรมเป็นประจำ  (ภายหลังได้ใช้ศาลาการเปรียญ วัดสระเกศ เป็นที่สอนภาวนาจนถึงสิ้นปี พ.ศ.2542)   โดยที่เจ้าประคุณหลวงพ่อท่านได้กล่าวในวันแรกที่อาจารย์เสริมชัยได้ไปกราบลา ท่านกลับ หลังจากที่ท่านได้ให้เข้าพบแล้วว่า

“ดี นี่  คุณเสริมชัย   ฉันเอาด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์เลย   ไม่ใช่ห้าสิบเปอร์เซ็นต์นะ   ในระหว่างที่อาตมายังมีชีวิตอยู่ คุณเสริมชัยประสงค์จะใช้สถานที่ตรงไหน   ที่เห็นว่าเหมาะแก่การใช้อบรมภาวนาแก่ญาติโยมแล้วก็   ใช้ได้หมดเลย  อาตมาอนุญาต   แต่คุณเสริมชัยต้องนึกถึงหลักอนิจจังไว้บ้างนะ   คือเมื่อสิ้นอาตมาแล้ว  ต้องนึกถึงหลักอนิจจังไว้บ้าง    ถ้ามีโอกาสก็ควรหาสถานที่อบรมเป็นสำนักปฏิบัติธรรมของตัวเองไว้ด้วย   นี่ไม่ใช่รังเกียจหรือขับไล่ไสส่งนะ    เรื่องข้างหน้า  ภายหลังจากเมื่อสิ้นอาตมาแล้วอาจจะไม่แน่นอน”

ท่านซาบซึ้งในน้ำใจของเจ้าประคุณหลวงพ่อฯ    จนถึงว่า แม้จะทดแทนพระคุณท่านด้วยชีวิตก็ยังไม่พอ   เพราะการที่ใครๆ จะใจกว้างพอที่จะ “เอาลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม”   โดยไม่มุ่งหวังอะไรตอบแทนเลย  แล้วยังจะต้องหนักใจที่อาจจะมีเสียงไม่น่ายินดีจากทั่วทุกสารทิศมากระทบให้ กระเทือนใจนั้น   ถ้าใจไม่ถึง   ไม่ประเสริฐด้วยพรหมวิหารธรรม  สมกับสมณศักดิ์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านในสมัยนั้นว่า “พระพรหมคุณาภรณ์” จริงๆ แล้ว   คงทำใจเมตตาอนุเคราะห์ไม่ได้ถึงเพียงนั้น

ครั้น ถึงต้นปี พ.ศ.2524  ก็ได้รับบริจาคที่ดินในอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี จำนวน 30 ไร่   และได้ตกลงซื้อที่ดินอีกส่วนหนึ่งที่เหลือของแปลงเดียวกันอีก 42.5 ไร่   รวมเป็นเนื้อที่ดิน 72.5 ไร่   จากคุณเชาวน์ ศรสงคราม   จึงได้จัดตั้งเป็น สถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย แห่งนี้ขึ้น

อนึ่ง ยังได้จัดตั้ง มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย ขึ้น   โดยมี

ศาสตราจารย์ บัญญัติ สุชีวะ  เป็น ประธาน   ตั้งแต่สมัยยังดำรงตำแหน่งเป็นประธานศาลฎีกา จนเกษียณอายุและดำรงตำแหน่งนี้ตลอดมาจนท่านได้ถึงแก่กรรมแล้ว

(ศาสตราจารย์ อรุณ งามดี  อดีตอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์  ได้เป็นประธานคนปัจจุบัน)  และ

รศ.ดร.พัฒนะ ภวะนันท์   ภาควิชาฟิสิคส์  คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กับ

รศ.ดร.ธีระ เกรอต   ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม  คณะวิศวกรรมศาสตร์  จุฬาฯ เป็น รองประธาน

อาจารย์เสริมชัย พลพัฒนาฤทธิ์  เป็น  กรรมการผู้อำนวยการ

เพื่อ ให้การทำหน้าที่บริหารโครงการ   ให้การศึกษาอบรมและเผยแพร่ธรรมปฏิบัตินี้ ทั้งในส่วนกลาง กรุงเทพฯ  และในส่วนของสถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย  จังหวัดราชบุรี   และเพื่อให้การจัดการทางด้านบุคลากร การเงินและทรัพย์สินของโครงการทั้งสองและของสถาบันฯ   ให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง เรียบร้อย  อันรวมกันเข้ามาเป็นของมูลนิธิฯ   ซึ่งเป็นนิติบุคคล มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ศาลาการเปรียญ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 จนถึงสิ้นปี พ.ศ.2542  จึงได้ย้ายสำนักงานมูลนิธิฯ  ไปตั้งประจำอยู่ที่วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี  จนถึงปัจจุบัน

สถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย  มี วัตถุประสงค์สำคัญ  ในการดำเนินกิจกรรม 3 ประการ   คือ

เพื่อสร้างพระในใจตนเองและผู้อื่น   เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของสาธุชนให้กว้างขวางออกไป

เพื่อ สร้างพระวิปัสสนาจารย์หรือวิทยากร  ให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ   และให้งดงามพร้อมด้วยศีลาจารวัตร เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น   เป็นที่พึ่งทางใจแก่สาธุชนได้อย่างแท้จริง  ได้ช่วยกันสืบบวรพระพุทธศาสนาให้ยืนยาว

เพื่อรักษาและสืบต่อธรรมปฏิบัติตามแนววิชชาธรรมกายของพระพุทธเจ้า
ให้ถูกต้องและสมบูรณ์   ตามที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ  พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)  ได้สั่งสอนและถ่ายทอดเอาไว้

กิจกรรม การให้การศึกษาอบรมและเผยแพร่ธรรมปฏิบัติของสถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย   อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี   จึงค่อยๆ เจริญก้าวหน้าขึ้นมาเป็นลำดับ   ได้มีการสร้างเสนาสนะ โรงครัว ห้องน้ำ ฯลฯ และปลูกต้นไม้ขึ้นบนพื้นที่ท้องนาล้วนๆ ที่ไม่มีอะไรเลย   แม้ต้นไม้สักต้นก็ไม่มี   ให้กลายเป็นสำนักปฏิบัติธรรมที่สะอาดเรียบร้อย ที่สัปปายะ สงบ ร่มรื่น ขึ้นมาตามลำดับ

การจัดกิจกรรมการอบรมภาวนาธรรม ในโครงการดังกล่าวทั้งหมดนี้  จึงได้จัดให้มีเป็นประจำ

ในส่วนกลาง กรุงเทพมหานคร คือที่ ศาลาการเปรียญ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ  ตั้งแต่ พ.ศ.2524-2542  และ

ที่ สถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย  ตั้งแต่ พ.ศ.2524 จนได้รับประกาศตั้งเป็นวัด ชื่อ “วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม”  นี้ตลอดมาจนตราบเท่าถึงทุกวันนี้

กิจการ ของสถาบันแห่งนี้จึงได้เริ่มดำเนินการอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่บัดนั้น  และได้รับการอุปถัมภ์และบริหารให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้.

       
มีผู้ถามท่านเจ้าคุณพระมหาเสริมชัย ว่า ขอทราบว่า อะไรคือแรงบันดาลใจให้มีการตั้งสถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกายขึ้นที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ?

หลวงพ่อพระมหาเสริมชัย ท่านก็ตอบ:

ต้องขอชี้แจงเป็นประเด็นสั้นๆ เพื่อทำความเข้าในเบื้องต้นก่อน แล้วจึงจะกล่าวในรายละเอียด เฉพาะในส่วนที่เห็นสมควรเพิ่มเติมอีกต่อไป

ในประการแรก ได้มีเหตุปัจจัยในส่วนอานุภาพธรรมกายที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ ให้มีการเผยแพร่ธรรมปฏิบัตินี้อย่างจริงจัง เพื่อประโยชน์สุขของประชาชาติทั้งมวล โดยการจัดหาสถานที่ที่เหมาะสมแก่การอบรมภาวนาธรรม และจัดให้มีหลักสูตรและวิทยากร เพื่อให้การอบรม “สร้างพระในใจคน” และ “สร้างพระวิปัสสนาจารย์ให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ” เพื่อให้สามารถช่วยตนเองและผู้อื่นได้ตามสมควรแก่ภูมิธรรมและสติปัญญาความ สามารถของแต่ละท่าน อย่างได้ผลดี

ประการที่สอง มีเหตุปัจจัยในส่วนของความปรารถนาที่จะพิทักษ์รักษาพระสัทธรรม ตาม แนววิชชาธรรมกายของพระพุทธเจ้าที่ถูกต้องและบริสุทธิ์นี้ไว้ เพื่อให้มีการสืบต่อที่ตรงตามหลักปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ได้ สั่งสอนไว้ จึงจำต้องมีองค์กรและคณะบุคคลที่ทรงคุณสมบัติพอที่จะเชื่อถือได้ว่า เป็นผู้ได้รับการถ่ายทอดวิชชาธรรมกายทั้งเบื้องต้น เบื้องกลาง และวิชชาธรรมกายชั้นสูง โดยตรงจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อมาอย่างถูกต้อง และสมบูรณ์อีกด้วย เป็นแรงบันดาลใจ ให้จัดตั้งสถาบันนี้ขึ้นเพื่อให้เป็นที่ถาวรและศูนย์กลางของการอบรมพระ กัมมัฏฐาน ตามแนววิชชาธรรมกายที่ถูกต้องและสมบูรณ์ตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ถ่าย ทอดไว้ นี้เป็น เหตุปัจจัยที่สำคัญที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ ให้มีการจัดตั้งสถาบันนี้ขึ้น...

แรงบันดาลใจที่เกี่ยวกับอานุภาพธรรมกาย

ใน ประเด็นนี้ อาตมาได้มีประสบการณ์ทั้งด้วยตนเอง และทั้งจากผู้อื่นที่เชื่อถือได้ว่า ธรรมปฏิบัตินี้ให้ผลดีแก่ผู้ที่ตั้งใจศึกษาและปฏิบัติด้วยใจศรัทธาและอิทธิ บาทธรรม ทั้งในทางโลกและทางธรรมอย่างมาก

ใน ทางโลก ช่วยให้การดำเนินชีวิตเป็นไปในทางเจริญรุ่งเรืองและสันติสุขขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อานุภาพธรรมกายนั้นให้ผลที่มีลักษณะเป็น “การบำบัดทุกข์” และ “บำรุงสุข” เป็นอย่างยิ่ง ตัวอย่างผลในการบำบัดทุกข์ หลายท่านคงจะเคยได้ยินข่าวที่มีผู้มาขอบารมีจากหลวงพ่อ ในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ให้ช่วยขจัดปัดเป่าทุกข์เดือดร้อนให้ อย่างเช่นคนเจ็บไข้ได้ป่วย หากไม่ถึงขั้นอเตกิจฉา (แก้ไขไม่ได้แล้ว) ก็พอช่วยให้บรรเทาได้ หรือถึงกับหายเจ็บป่วยไปเลยก็มีไม่น้อย แม้เวลาที่ชาวบ้านในท้องที่ใดเกิดความทุกข์ยาก เพราะฝนฟ้าแห้งแล้ง ไม่ตกต้องตามฤดูกาล เมื่อพากันมาขอบารมีท่าน ท่านก็จะสอนให้รักษาศีลและฝึกปฏิบัติภาวนาธรรม แล้วก็ให้ไปบอกต่อๆ กันในหมู่ญาติพี่น้องในท้องที่นั้นให้ปฏิบัติธรรมเช่นนั้นด้วย ไม่ช้าฝนก็ตกต้องตามฤดูกาล พอแก่การเพาะปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร เมื่อเก็บเกี่ยวแล้ว ชาวบ้านผู้กตัญญูนำพืชผลหรือปัจจัยมาถวายวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เพื่อเลี้ยงพระเณร ฯลฯ กันมาจนตราบ เท่าทุกวันนี้

ดัง จะเห็นได้ว่า วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ นั้นเป็นวัดที่มีพระภิกษุ สามเณร แม่ชี ผู้ปฏิบัติธรรมเป็นจำนวนมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย หรือจะเรียกว่าในโลกก็ได้ ที่สามารถเลี้ยงพระเณร ฯลฯ ได้หมดทั้งวัดโดยไม่ต้องออกบิณฑบาต เพราะมีผู้ศรัทธาไปถวายภัตตาหารและปัจจัย 4 ถึงที่วัดทุกวันมิได้ขาด ทำให้พระเณร แม่ชี ผู้ปฏิบัติธรรมที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ สามารถศึกษาเล่าเรียนทั้งปริยัติธรรมและปฏิบัติภาวนาธรรมได้โดยสะดวก ไม่ต้องเดือดร้อน เพราะขาดแคลนในปัจจัย 4 มาจนตราบเท่าทุกวันนี้ แม้เป็นระยะเวลาภายหลังที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้มรณภาพไปนานแล้ว ซึ่งนี้ก็เป็นผลแต่อานุภาพธรรมกายที่ให้ผลแก่ผู้สนใจศึกษาและปฏิบัติด้วย อิทธิบาทธรรม ในลักษณะของ “การบำรุงสุข” อีกด้วย ได้ยินมาว่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้เคยกล่าวว่า “ถ้าว่ามีความบริสุทธิ์ กาย วาจา ใจแล้ว ย่อมใช้สมบัติของพระพุทธเจ้าได้ไม่รู้จักหมด แต่ถ้าไม่บริสุทธิ์แล้ว ถึงจะเจริญขึ้นและใช้ได้ ก็ไม่เท่าไร” (ไม่นานก็เสื่อม)

เฉพาะ ตัวอาตมาเอง เมื่อสมัยที่เป็นคฤหัสถ์ครองเรือนนั้น ก็นับว่าได้ดำเนินชีวิตไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุขดีพอสมควร ด้วยอานุภาพแห่งการปฏิบัตินี้ และก็ยังได้มีประสบการณ์ในอานุภาพธรรมกายมามากพอสมควรที่จะเชื่อถือได้ว่า ธรรมกายที่บริสุทธิ์นั้น มีอานุภาพสูงจริงๆ จึงมีความปรารถนาที่จะเผยแพร่ธรรมปฏิบัตินี้ ออกไปยังสาธุชนพุทธบริษัท เพื่อให้เขาได้มีโอกาสศึกษาและปฏิบัติธรรมนี้ ให้บังเกิดผลดีแก่เขาเอง แก่ครอบครัว แก่สังคม และประเทศชาติโดยส่วนรวม ให้กว้างขวางออกไปให้มากที่สุด บ้านเมืองก็จะได้อยู่เย็นเป็นสุขโดยทั่วหน้า ถึงแม้จะไม่ได้ผลดีทั้งหมด ก็ขอให้ได้ผลดีที่สุดเท่าที่สติปัญญาความรู้ความสามารถของเราจะพึงมี และได้ทุ่มเทออกไปให้แก่ประชาชนทั้งหลาย ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และด้วยความเมตตากรุณาธรรมนั้น แล้วได้ผลเท่าใดเราก็พอใจเท่านั้น เพราะถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ชาติหนึ่งกับเขา แต่มิได้ทำประโยชน์อะไรที่เป็นแก่นสารให้แก่ตนเองและผู้อื่นเลย

ส่วน ในทางธรรมนั้น วิชชาธรรมกายช่วยให้ผู้ปฏิบัติได้ถูกทาง ปฏิบัติได้ตรงและสมบูรณ์ตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้ถ่ายทอดไว้ ให้สามารถเจริญปัญญารู้แจ้งในสภาวธรรมตามธรรมชาติที่เป็นจริง จากการที่ได้ทั้งรู้และทั้งเห็น จึงเป็นธรรมปฏิบัติเครื่องกำจัด อวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทานเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลายได้ดียิ่ง นี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้คิดปรารถนาที่จะเผยแพร่ธรรมปฏิบัตินี้ ไปยังสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลายอย่างจริงจัง “เพื่อสร้างพระในใจคน” และ “เพื่อสร้างพระวิปัสสนาจารย์ให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ” ให้ได้ผลดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ช่วยกันสืบบวรพระพุทธศาสนานี้ให้เจริญรุ่งเรืองและยืนยาวยิ่งๆ ขึ้นไป ด้วยการจัดหาสถานที่ที่เหมาะแก่การปฏิบัติและอบรมภาวนาธรรม รวมทั้งจัดให้มีหลักสูตรการอบรมที่เหมาะสม พร้อมกับจัดสร้างวิทยากรและอุปกรณ์การสั่งสอนอบรมให้ได้ผลดี จึงมาได้ที่ดินที่มีผู้บริจาคและขายให้ในท้องที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี รวม 174 ไร่ อยู่ริมถนนสายดำเนินสะดวก-บางแพ เป็นสถานที่ตั้ง “สถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย” แห่งนี้ เพื่อใช้เป็นสถานที่ถาวรและศูนย์กลางของการอบรมพระกัมมัฏฐานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2525 มาจนตราบเท่าทุกวันนี้

แรงบันดาลใจเกี่ยวกับการพิทักษ์รักษาวิชชาธรรมกายที่บริสุทธิ์

ในข้อนี้มีความสำคัญอยู่ถึง 2 ประการด้วยกัน

ประการแรกก็ คือว่า หลวงพ่อพระภาวนาโกศลเถร รองเจ้าอาวาสและพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ องค์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของอาตมภาพนี้ ท่าน ได้เป็นศิษย์ผู้หนึ่งที่ได้รับการถ่ายทอดวิชชาธรรมกาย ทั้งเบื้องต้น เบื้องกลาง และวิชชาธรรมกายชั้นสูง จากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) มาเองโดยตรง ตั้งแต่สมัยที่หลวงพ่อพระภาวนาโกศลเถรยังเป็นฆราวาส แล้วภายหลังต่อมา ก็ได้อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ โดยพระเดชพระคุณ หลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นองค์อุปัชฌาย์ และก็ได้รับการฝึกทำวิชชาธรรมกายชั้นสูงกับหลวงพ่อมาอย่างใกล้ชิดโดยตลอด จนกระทั่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้มรณภาพลง แล้วภายหลังจากนั้น ก็ได้อบรมสั่งสอนถ่ายทอดวิชชาธรรมกายนี้แก่ศิษยานุศิษย์ สืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้ นับว่าหลวงพ่อพระภาวนาโกศลเถร เป็นศูนย์รวมหรือคลังแห่งวิชชาธรรมกาย ที่ได้รับถ่ายทอดมาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำโดยตรง และยังเป็นที่รวมวิชชาธรรมกายชั้นสูง ที่ศิษย์ในพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ที่เป็นพระเถระรุ่นพี่ ได้จดทำบันทึกไว้ ก็ยังได้มารวมตกแก่หลวงพ่อพระภาวนาโกศลเถร องค์ปัจจุบันนี้อีกด้วย

จึง เห็นว่าวิชชาธรรมกายทุกระดับทั้งเบื้องต้น เบื้องกลาง และวิชชาธรรมกายชั้นสูง ควรจะต้องมีการรวบรวมขึ้น เป็นหลักฐานอ้างอิงที่สำคัญต่อไป เพื่อประโยชน์แก่อนุชนรุ่นหลัง จะได้ศึกษาและปฏิบัติต่อไปอย่างถูกทางและสมบูรณ์ ตามที่พระเดช พระคุณหลวงพ่อได้ถ่ายทอดไว้

ในประการที่สอง หากจะพิจารณาในเหตุผลและจากประสบการณ์ที่อาตมาเคยได้รับได้รู้เห็นมากพอ สมควรแล้ว ก็จะพบว่า อาจจะมีผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชชาธรรมกายในสมัยพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่าน ยังมีชีวิตอยู่ ที่มีภูมิรู้ไม่เท่ากัน และทั้งอาจได้ยินได้ฟังมาไม่เท่ากัน ก็ย่อมจะได้รับวิชชาความรู้ไปได้ไม่เท่ากัน และอาจจะมีบางท่านที่สำคัญผิดและรับรู้ไปผิดเพี้ยนบ้างก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในรายที่มีพื้นความรู้ทางปริยัติมาน้อย ก็อาจจะมีความสำคัญในธรรมะที่ได้ยินได้ฟังมาผิดๆ และก็อาจถ่ายทอดสืบต่อๆ กันไปผิดๆ ได้ นอกจากนี้ยังอาจจะมีผู้ที่ค้นคว้าวิชชาไปเอง โดยที่ยังมิได้ผ่านการกลั่นกรองและอนุมัติจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อเสียก่อน แล้วนำออกใช้และเผยแพร่สืบทอดต่อๆ กัน ไปอย่างผิดๆ เพี้ยนๆ เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไปบ้าง ซึ่งก็อาจจะมีได้เป็นได้ ตราบใดที่อวิชชายังไม่หมดสิ้นโดยเด็ดขาดเป็นสมุจเฉทปหาน ก็ยังอาจจะถูกอภิสังขารมาร ได้แก่ ลาภสักการะและฐานะอันสูงส่ง หรือแม้โลกิยวิชชานั้นเองหลอกลวงได้โดยง่าย ผู้ที่มีสมาธิดีที่มิใช่พระอริยะ ซึ่งสามารถเจริญโลกิยวิชชาที่อาจจะใช้ได้ผลดีในบางครั้งบางคราว ก็ยังอาจจะหลง เพราะถูกมารเขาหลอกให้เห็นผิดเป็นชอบได้ อย่างเช่นพระเทวทัต ซึ่งเคยมีโลกิยวิชชา ถึงขั้นเหาะเหินเดินอากาศได้ในสมัยพุทธกาลนั้น เมื่อกิเลสคือ โลภะ โทสะ และโมหะเข้าครอบงำ ก็ถึงกับทำสังฆเภท ยุยงพระสงฆ์ให้แตกแยกกัน และกระทำโลหิตุปบาทแก่พระพุทธเจ้า เป็นอนันตริยกรรมได้ จึงต้องไปเสวยวิบากกรรมในอเวจีมหานรก นั่นแหละ เพราะอย่างนี้ผู้ที่มิใช่อริยบุคคลแต่เจริญโลกิยวิชชาได้ หากหลงในอภิสังขารมารหรือโลกิยวิชชาเมื่อใด ก็อาจจะถูกมารเขาหลอกให้เห็นผิด จึงรู้ผิดคิดผิด พูดผิดทำผิดและแนะนำผู้อื่นผิดๆ ต่อไปเป็นโทษทุกข์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นได้มาก

หลัก การศึกษาและปฏิบัติธรรมของอาตมาและศิษยานุศิษย์ ในสำนักนี้ จึงต้องอิงหลักปริยัติตำรับตำรา และครูอาจารย์ที่เชื่อถือได้ และที่เป็นกัลยาณมิตรจริงๆ จนกว่าจะได้บรรลุมรรคผลนิพพานแล้ว นั่นแหละจึงจะวางใจได้ ความจำเป็นที่จะต้องรวบรวมวิชชาธรรมกายทุกระดับ ออกมาเป็นเอกสารหลักฐานสำคัญที่เชื่อถือได้ เพื่อไว้อ้างอิงเป็นตำรับตำราแก่อนุชนรุ่นหลัง จึงเป็นแรงบันดาลใจให้คณะผู้บริหาร โครงการธรรมปฏิบัติเพื่อประชาชน วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และ โครงการพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ได้จัดตั้งสถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกายแห่งนี้ขึ้น เพื่อให้เป็นองค์กร หรือ แหล่งที่รวบรวมสรรพตำราตามแนววิชชาธรรมกาย ที่ถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะสามารถกระทำได้ โดยคณะบุคคลผู้ซึ่งได้รับถ่ายทอดวิชชาธรรมกาย จากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำโดยตรงที่เชื่อถือได้ และ ศิษยานุศิษย์ผู้มีทั้งในหลักธรรมปฏิบัติและในหลักปริยัติสัทธรรมมาดีพอสมควร เพื่อพิทักษ์รักษาวิชชาธรรมกายอันบริสุทธิ์นี้ไว้ให้แก่อนุชนรุ่นหลัง ได้รู้จักวิชชาธรรมกายที่ถูกต้องตรงตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่าน ได้ถ่ายทอดเอาไว้ และก็เหตุนี้แหละที่องค์กรนี้ได้ชื่อว่า “สถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย”

พระราชพรหมเถร (วีระ คณุตฺตโม) พระปัจเจก พุทธเจ้า


 


Baramee Raktham
ผมบอกเองนะไม่เกี่ยวกับใคร
ผมเชื่อโดยสนิทใจว่าหลวงพ่อภาวนาท่านจะเกิดมาอีกเพียงชาติเดียว โดยท่านจะเกิดมาเพื่อเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านเกิดมาในชาตินี้ก็เพื่อช่วยหลวงพ่อสดและหลวงป๋าในการเผยแพร่วิชชา ธรรมกาย ตามคำบัญชาของพระพุทธเจ้าองค์ต้นๆ จึงไม่แปลกใจเลยที่หลวงพ่อภาวนาท่านจะออกมาปกป้องหลวงป๋าทุกครั้งที่มีผู้ ไม่หวังดีคอยพูดจายุแหย่โจมตีกล่าวร้ายหลวงป๋า มีแต่หลวงพ่อภาวนาเท่านั้นที่ลุกขึ้นมาปกป้องหลวงป๋า ท่านจะออกมาเพื่อปรามผู้กล่าวร้ายนั้นจนในที่สุดเห็นว่าคนเหล่านั้นยังไม่ ยอมหยุด ท่านจึงประกาศออกไปว่า "หากใครจะมาว่าคุณเสริมชัย (ชื่อจริงของหลวงป๋า) ก็ให้มาว่าได้ที่ฉันนี่" ทำให้ผู้ไม่หวังดีเหล่านั้นต้องเงียบเสียงลงไป
ผมเชื่อของผมมาตั้งนานแล้ว (มากกว่า 20 ปี) ว่าหลวงพ่อภาวนาท่านต่อไปจะเกิดเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ผมจึงได้พยายามพาเพื่อนๆ และคนรู้จักให้มาทำบุญกับท่าน เพราะเราเกิดมาแล้วมีโอกาสยากมากที่จะได้มาทำบุญกับพระระดับพระปัจเจก พุทธเจ้า เมื่อพบแล้วก็ต้องหมั่นทำบุญกับท่าน พวกเราโชคดีมากนะครับที่ได้ทำบุญกับท่าน เมื่อท่านละสังขารไปแล้วผมก็ได้รับโทรศัพท์จากน้องท่านหนึ่งที่ชอบสอดญาณ ตรวจสอบเรื่องราวต่างๆ เขาโทรมาหาผมด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นว่า "พี่อู๋ครับ ผมไม่เคยเจออะไรอย่างนี้มาก่อนเลย ตอนแรกผมตรวจดูว่าท่านจะไปอยู่ที่ไหน ตรวจอย่างไรก็หาท่านไม่พบ จนต้องกราบขอให้หลวงพ่อสดช่วยจึงได้พบวิมานของหลวงพ่อภาวนา ท่านอยู่ในเขตวงบุญพิเศษบนชั้นดุสิตไม่ไกลจากวิมานของหลวงพ่อสด วิมานของท่านไม่เหมือนใครเพราะเป็นศิลปะแบบนครวัดนครธมสวยงามและใหญ่โตมาก ที่แปลกสุดๆ ก็คือกายของท่านไม่ได้เป็นกายเทพบุตรเหมือนเทวดาองค์อื่นๆ แต่กายของท่านเป็นพระธรรมกายครับ"


วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2558

ธรรมบรรยาย ของ พระราชพรหมยานเถร หรือ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง อุทัยธานี


วันนี้ยังเป็นวันที่ 23 กรกฎาคม 2527 เป็นตอนที่ 3 สำหรับวันนี้การบันทึก แล้วก็การบันทึกนี่อย่าลืมว่า ผมยังอยู่ในอาการป่วยไข้ ไม่สบายอยู่มาก ว่าตอนเช้าหมอมาให้น้ำเกลือ หมอเขาก็หาว่าผมไม่พัก ผมก็ต้องทนให้หมอดุ เพราะผมก็ไม่พักจริงๆ เพราะผมเองไม่ไว้ใจในชีวิต ไม่ทราบว่าชีวิตนี้มันจะตายเมื่อไหร่ ก็จะตายก็จะเล่าความเป็นมาสู่กันฟังเสียก่อน ว่าประเดี๋ยวเวลาผมตาย คนนั้นเขียนประวัติคนนี้เขียนประวัติ มันก็อาจจะเขียนไม่ค่อยถูก ไอ้ความกระจุ๋งกระจิ๋งเขียนมาก็จะเกิดความขัดแย้งกัน ความจริงผมเองก็รู้ประวัติผมเองไม่หมดเหมือนกัน มันจำไม่ได้ครับเรื่องมันนานมาแล้ว เวลากาลผ่านมาถึง 70 ปี คงจำอะไรไม่ได้ดี บางอย่างน่าจะจำได้ก็จำไม่ได้ เอ้ามาคุยกันต่อไป รวมความว่าอารมณ์ที่ท่านฝึกได้แล้ว ขอเตือนไว้นิดนึง ยังไงๆก็หนีนรกกัน บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทก็เช่นเดียวกัน มันจะหนีพ้นหรือหนีไม่พ้น ก็พยายามวิ่งหนีเข้าไว้ก็แล้วกัน อันดับแรกอย่าประมาทในชีวิต คิดว่าชีวิตนี้มันจะต้องตาย ยังไงๆเราก็ตายกันแน่ ประการที่สอง ก่อนจะตายยึดพระพุทธเจ้าพระธรรมพระอริยสงฆ์เป็นที่พึ่ง เพราะว่าพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า คนนึกถึงชื่อท่านอย่างเดียว ไม่เคยทำบุญกุศลอย่างอื่น ตายแล้วไปสวรรค์นับไม่ถ้วน อย่างน้อยที่สุด เราเผ่นขึ้นสวรรค์ก่อนก็ยังจะดี ต่อไปไปพรหมไปนิพพาน ค่อยว่าทีหลังก็ได้ ยึดสวรรค์เป็นเป้าหมายไว้ก่อน การที่จะได้ไปสวรรค์ได้จริงจังมั่นคง จะไม่ลงอบายภูมิ ก็คือทรงศีล 5 ให้บริสุทธิ์ ศีล 5 นั้นจริงๆผมคิดว่าควรจะไปบวกกับกรรมบท 10 ถ้าเป็นศีล 5 จริงๆจะสร้างความสะเทือนใจกับบุคคลอื่น การดับหลังตั้งใจว่าเพื่อไปนิพพานโดยเฉพาะ การตั้งใจเพื่อไปนิพพานนี่ ผมเคยถามหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ หรือว่าหลวงพ่อสดก็แล้วกัน เวลานั้นผมไปหาท่าน ท่านยังไม่ได้เป็นเจ้าคุณ เมื่อท่านเป็นแล้วก็บอกว่า เขาเอาหัวโขนมาตั้งให้มาสวมให้ แต่ฉันจะไม่เต้นไปตามจังหวะของโขน ฉันจะเต้นตามปกติของฉันตามเดิม พระองค์นี้่น่ารักมาก ผมนับถือมาก
ท่านเคยบอกว่า คนอยากหวังนิพพาน ผมเคยถามว่า คนอย่างกระผมจะไปนิพพานกับเขาได้หรือไม่ครับ ท่านก็บอกว่า เราตั้งใจไว้ก่อน เหมือนคนจะขึ้นต้นไม้ ตั้งใจว่าเราจะขึ้นให้สุดยอด ถ้าบังเอิญเราตั้งใจขึ้นสุดยอด แรงมันไปไม่ถึง มันก็ต้องไปถึงกิ่งใดกิ่งหนึ่ง เป็นที่พักจนได้ ถ้าเราตั้งใจต่ำ ดีไม่ดีมันขึ้นไม่ถึงเลย ท่านบอกว่าหวังในนิพพานก็เช่นเดียวกัน ถ้ากำลังอย่างอ่อน มันก็ไปค้างที่สวรรค์ได้ กำลังอย่างกลางก็ไปค้างที่พรหม ถ้าเกิดจิตเราไม่นิยมในมนุษย์โลกเทวโลกพรหมโลก ไม่นิยมในร่างกายด้วยความจริงใจ เราก็ไปนิพพาน คติของหลวงพ่อสดนี่ดีมาก บรรดาท่านพุทธบริษัทและญาติโยมทั้งหลาย พยายามปฏิบัติทำตามไว้เถอะ ตัวท่านตายแต่ความดีของท่านยังไม่ตาย ผมยอมรับนับถือองค์นี้ว่าท่านมีความดีจริงๆ วิชชาความรู้ผมก็เรียนกับท่านไว้เยอะ ที่มาใช้นี่ ก็เอาของท่านมาใช้เยอะเหมือนกัน ก็ท่านบอกว่าเป็นของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ของท่าน ท้่านค้นคว้าเอามา เป็นพระองค์แรกที่ทำให้คนเข้าใจเรื่องสวรรค์และนรกชัดแจ้งแจ่มใสและนิพพาน ด้วย แต่ก็น่าแปลกทั้งหลวงพ่อสดกับผม ก็คล้ายคลึงกันอย่างนึง คือถูกด่าแหลกเหมือนกัน ด่าท่านเท่าไหร่ ท่านก็ยิ้มตลอดเวลา ผมก็เลยจำยิ้มของท่านมา แต่ก็โปรดอย่ามาด่าต่อหน้าก็แล้วกัน ไม่แน่ใจว่าจะยิ้มออกหรือไม่ออก ถ้าด่าลับหลังก็ด่าไปเถอะ ด่าอย่างไรก็ด่าไป อย่ามาด่าใกล้ๆ ด่าไกลๆไม่ได้ยินไม่เป็นไร....ผมประกาศแล้วน่ะ ว่าผมไม่ใช่พระอรหันต์ ผมไม่ใช่พระอนาคามี ผมไม่ใช่พระอริยะ ผมไม่ใช่พระผู้ทรงฌาน ผมมีคติอย่างเดียวว่า บวชต้องการนิพพาน จะไปได้หรือไม่ได้ก็ช่าง จะไปได้ก็ต้องการจะไป ยังไม่ได้ก็ต้องการ เพราะใจมันต้องการมาแต่กำเนิดเสียแล้ว มันอยากจะไป ชาตินี้ไปไม่ได้ ชาติหน้าก็ต้องไปได้ ชาติหน้าไปไม่ได้ชาติโน้นก็ต้องไปได้ ก็ทีเวลาเรามาเกิดเพื่อแก่ กว่าจะแก่ก็ 70 ปีใช้เวลานานมาก มันก็แก่มาได้ แล้วเรื่องนิพพานถ้าเราไม่ถ้อถอย ทำไมเราจะไปไม่ได้ ใครเขาจะหาว่าเราเป็นอย่างไงก็ช่าง เราปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าก็แล้วกัน พระพุทธเจ้าสอนคนให้ทุกคนไปนิพพาน เราก็ต้องการไปนิพพานอย่างพระพุทธเจ้าบอก ท่านบอกว่าธรรมะของท่านให้เลือกปฏิบัติที่เห็นว่าควรปฏิบัติ ไม่ใช่ยกมาทั้งกระบิ ไม่ใช่หนังสือเล่มใหญ่ๆยกมาแล้วก็ทำอย่างนั้นทุกพระธรรม มันไม่มีผล และขอบรรดาพุทธศาสนิกชนและเพื่อนพระภิกษุสามเณร จงอย่าทำตนเป็นเถรใบลานเปล่า คือไปที่ไหนก็คุยว่าฉันเรียนจบที่นั่น ไปเรียนถึงนี่ ถึงโน้น ไอ้แค่เรียนมันไม่ได้ผลหรอก มันต้องปฏิบัติ...
(บางส่วนจากธรรมบรรยาย ของ พระราชพรหมยานเถร หรือ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง อุทัยธานี เมื่อ 23 ก.ค.2527)